วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

แนะดื่มเหล้าแก้วทรงสูงลดแนวโน้มเมาค้าง

360 องศา: แนะดื่มเหล้าแก้วทรงสูงลดแนวโน้มเมาค้าง
       เดลิเมล์ - ผลศึกษาพบคนที่เทเครื่องดื่มลงแก้วทรงสูงมีแนวโน้มเมาน้อยกว่าคนที่ดื่มด้วยแก้วทรงสั้น
รักสุขภาพและใส่ใจคนรอบข้าง ขอแนะนำให้ดื่มเหล้าด้วยแก้วทรงสูง เพราะอาจช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปได้ถึง 80%
       การใช้แก้วทรงสูงถูกใช้เป็นข้ออ้างอยู่บ่อยๆ ว่า เพื่อป้องกันการดื่มมากเกินควร และก็เป็นข้ออ้างที่น่าสงสัยที่สุด แต่นักวิจัยระบุว่า รูปทรงของแก้วมีผลต่อปริมาณการดื่มจริงๆ โดยเป็นเรื่องของภาพลวงตา
      
       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ พบว่าผู้ดื่มมีแนวโน้มเทเหล้าหนักมือกว่าเมื่อใช้แก้วทรงป้อมสั้น เมื่อเทียบกับแก้วเรียวสูง
      
       ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ สเปนซ์ ผู้นำการศึกษา ระบุว่าสาเหตุมาจากภาพลวงตาเกี่ยวกับแนวขวางและแนวดิ่ง ที่สมองประเมินระยะในแนวขวางต่ำเกินไป แต่ประเมินระยะในแนวดิ่งสูงเกินไป
      
       นักจิตวิทยาพบว่า ผู้ดื่มจะเทเหล้าลงแก้วสั้นกว้าง มากกว่าแก้วผอมสูง 80% แม้แก้วทั้งสองแบบมีปริมาตรเท่ากันก็ตาม
      
       การค้นพบนี้อาจน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่นิยมส่งท้ายวันด้วยยินโทนิกยามค่ำคืน
      
       ในการศึกษา แม้แต่บาร์เทนเดอร์ประสบการณ์สูงยังเทเหล้าในแก้วสั้นมากกว่าแก้วสูงถึง 26%
      
       การศึกษานี้มอบหมายให้จัดทำขึ้นโดยบริษัทข้อมูลธุรกิจ รีเทล แอกทีฟ
      
       จูเลียน แชมเบอร์เลน กรรมการผู้จัดการรีเทล แอกทีฟ เชื่อว่าการศึกษานี้น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าที่บริการตัวเองในผับ
      
       “รูปทรงของแก้วที่ลูกค้าใช้อาจมีผลต่อส่วนต่างกำไร แก้วสั้นอาจเปลืองเหล้ามากกว่าแก้วยาว
      
       “แต่ขณะเดียวกัน เรื่องนี้มีความสำคัญในด้านสุขภาพสำหรับนักดื่มด้วยเช่นกัน และมีหลักฐานชัดเจนว่าแม้แต่บาร์เทนเดอร์ชั่วโมงบินสูงยังรินเหล้าลงแก้วสั้นมากกว่าแก้วสูง
      
       “เพราะฉะนั้นคนที่ชงเหล้าดื่มเองก็คงทำแบบเดียวกัน”
      
       ภาพลวงตานี้บ่งชี้ว่า นักดื่มที่ต้องการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคมควรเลือกใช้แก้วยาวแทนที่จะเป็นแก้วสั้น






ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

6 เทคนิคการปฏิเสธขั้นเทพ! คนฟังไม่จ๋อย คนพูดดูดี


       By Lady Manager
      
       
มีหนุ่มหน้าจืด แผนกข้างๆ มาชวนไปกินข้าว… (ไม่อยากไปเลย)
       เพื่อนจอมเบี้ยว มายืมเงินอีกแล้ว… (ไม่อยากให้เลย)
      
       
…แต่จะปฏิเสธยังไงดี เพื่อไม่ให้หักหาญน้ำใจ?!
      
       
คุณๆ หลายคน คงเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือคล้ายกันนี้มาอย่างแน่นอน โอ้ว! เกิดมาเป็นคนขี้เกรงใจ กลุ้มใจจังเลย ครั้นจะปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย สัมพันธภาพที่ดีก็มีอันขาดสะบั้น แต่ครั้นจะตอบตกลงก็ทำไม่ได้เพราะสุดท้ายแล้ว การเซย์เยส (say yes) ก็อาจทำให้ตัวเองต้องลำบาก หรือยุ่งยากใจ ถึงขนาดมีผลสำรวจออกมาเตือนกันเลยทีเดียว ว่าการฝืนตอบตกลง ในขณะที่ใจตัวเองอยากปฏิเสธนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด ปวดหัว ปวดไหล่ และมีบางรายถึงขั้นนอนไม่หลับด้วย
      
       
น่ากลัวมิใช่น้อย!
      
       ไม่รอช้า มาศึกษากันดีกว่า ว่าหลักในการตอบปฏิเสธแบบมีมารยาทเป็นอย่างไร เทคนิคการตอบปฏิเสธให้เนียน แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น มีอะไรบ้าง เผื่อสาวๆ จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้ไงล่ะ

       หลักการเบื้องต้น ที่จะทำให้คุณตอบปฏิเสธได้อย่างมีมารยาทนั้น แนะนำให้ท่อง 3 คำนี้ไว้เสมอ “จริงใจ ใจเย็น และสุภาพ” นั่นคือ ก่อนจะตอบปฏิเสธใครสักคนให้คุณทำใจเย็นๆ แล้วตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
      
       
ส่วนเรื่องของการตอบปฏิเสธให้ดูจริงใจนั้น หลักการสำคัญก็คือ ต้องตอบปฏิเสธในระยะเวลาอันรวดเร็ว อย่าเพิกเฉยเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสียดื้อๆ หรือทำทีเป็นคิดนาน กว่าจะเปิดปากปฏิเสธได้ ก็ปล่อยให้คนถามรอไปนานโข ทำเยี่ยงนั้นไม่น่ารักสุดๆ แถมยังทำให้คู่สนทนามองว่า คุณไม่จริงใจกับเขาเอาเสียเลยดังนั้นหากจะปฏิเสธให้พูดออกไปตรง ๆ อย่ารอช้า อย่าคิดนาน จะดูจริงใจที่สุด
      
       
6 เทคนิคการปฏิเสธขั้นเทพ
      
       
1) ตอบปฏิเสธออกไปตรงๆ โดยพูดเน้นคำว่า “ไม่” สัก 2 ครั้ง เพื่อให้คู่สนทนารู้ว่า คุณไม่ต้องการ หรือทำในสิ่งที่เขาขอร้องไม่ได้จริงๆ ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า “ขอบคุณ” ให้ดูดีมีมารยาท
      
       
ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ หลายคนต้องพบเจออยู่เป็นประจำ เช่น หากมีใครมาชวนไปทานข้าวกลางวัน แต่คุณไม่อยากไป หรือไปไม่ได้ให้ตอบว่า “ไม่ค่ะ ฉันไปไม่ได้จริงๆ ขอบคุณค่ะที่ชวน”
      
       
2) การสะท้อนถึงคำว่า “ไม่” สำหรับเทคนิคนี้มีหลักการคือ ก่อนคุณจะปฏิเสธนั้น ให้คุณขึ้นต้นด้วยประโยคที่สื่อได้ว่า คุณรู้ในสิ่งที่คนชวนต้องการ แต่คุณก็ไปด้วยไม่ได้จริงๆ (สะท้อนให้เขารู้ ว่าคุณเข้าใจความต้องการหรือเจตนาเขา ก่อนจะตอบปฏิเสธ)
      
       
ตัวอย่าง “ฉันทราบค่ะว่าคุณอยากคุยกับฉัน เกี่ยวกับแผนงานประจำปีในมื้อกลางวันนี้ แต่ฉันไปด้วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
      
       
3) บอกเหตุผลในการปฏิเสธ สำหรับเทคนิคนี้ ต้องเน้นนะคะว่า ให้บอกเหตุผลในการปฏิเสธเพียงสั้นๆ เท่านั้น เอาแบบ สั้น ง่าย ได้ใจความ อย่าเยิ่นเย้อ หรือชักแม่น้ำทั้ง 5 มาสาธยาย เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ดูน่ารำคาญ และไม่จริงใจ เหมือนพยายามหาข้ออ้างมาปฏิเสธมากกว่า
      
       
ตัวอย่าง “ฉันคงไปทานข้าวเย็นกับคุณไม่ได้ เพราะมีงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในค่ำนี้”
       4) ปฏิเสธแบบต่อรอง อันนี้เป็นมุมมองการปฏิเสธแบบนักธุรกิจสักหน่อย หลักการอยู่ที่ว่า หากคุณทำในสิ่งที่เขาขอร้อง หรือชักชวนในครั้งนี้ไม่ได้ ก็ให้ยื่นข้อเสนอไปว่า เอาไว้คราวหน้าได้ไหม?
      
       
ตัวอย่าง “ฉันไปทานข้าวกับคุณวันนี้ไม่ได้จริงๆ เอาไว้เป็นโอกาสหน้าก็ได้ไหมคะ”
       

       5) การปฏิเสธแล้วถามกลับ เทคนิคข้อนี้มีหลักการคือ เมื่อพูดปฏิเสธไปแล้ว ให้ยิงคำถามกลับไปทันที
      
       
ตัวอย่าง (ขอยกตัวอย่างประโยคการปฏิเสธที่แอบหยอดคนชวนไว้เล็กๆ) “เราคงไปทานข้าวมือกลางวันในวันนี้ไม่ได้จริงๆ แต่มันจะมีโอกาสหน้าอีกไหมคะ ที่เราจะได้ไปทานด้วยกัน”
      
       
6) ทวนคำปฎิเสธ เทคนิคสุดท้ายนี้ ถือว่าได้รับความนิยมที่สุด เพราะเป็นเทคนิคการพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า เราใส่ใจเขา และในความจริงแล้ว เราเองก็ไม่ปฏิเสธเขาแต่มันจำเป็นต้องปฏิเสธจริงๆ นั่นคือ เทคนิคการทวนคำปฏิเสธหลายๆ รอบ ด้วยประโยคต่อๆ กัน
      
       
ตัวอย่าง “เราคงไปทานข้าวกับเธอไม่ได้จริงๆ อยากไปด้วยนะแต่ไปไม่ได้ จริงๆ นะ ถ้าไปได้วันนี้คิดว่าจะเลี้ยงเธอเลย แต่มันไปไม่ได้จริงๆ” (แอบขำทำเป็นเนียนว่าจะเลี้ยงเขาซะด้วย)
      
       
หวังว่าเทคนิคการปฏิเสธแบบเนียนๆ ทั้ง 6 แบบนี้ จะเป็นประโยชน์กับคุณสาวๆ ขี้เกรงใจทั้งหลายบ้างนะคะ เพราะในบางสิ่งที่เราไม่ยินดีจะทำ ก็ต้องลดความเหนียมกล้าปฏิเสธเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาลำบากใจทีหลังจนเครียดกันอีกจริงไหมคะ
       


ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"มุ้งนาโน" ฆ่ายุงตายภายใน 6 นาที


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ภาพเส้นใยสำหรับทอมุ้งที่ผสมสารฆ่ายุง ซึ่งมียุงตายอยู่หลายตัว
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ผอ.นาโนเทค (กลางซ้าย) และ ดร.วีระชัย รมต.วิทย์ (กลางขวา) สาธิตมุ้งนาโนผสมสารฆ่ายุง

ยุงที่นำไปใส่ไว้ในเส้นใยมุ้งที่มีผสมสารฆ่ายุง ทยอยตายหลายตัว

"นาโนเทค" พัฒนามุ้งผสมสารสกัดเลียนแบบ "เก๊กฮวย-ดาวเรือง" ฆ่ายุงตายจากเส้นใยภายใน 6 นาที ทำได้ทั้งแบบเคลือบและผสมลงในเส้นใย ระบุไม่เป็นอันตรายต่อคน เพราะมีตัวรับสารต่างกันจากแมลงและเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
      
       ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) พร้อม ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเปิดตัว "มุ้งนาโนฆ่า่ยุง" ที่ผสมสาร "เดลตาเมธริน" (Deltamethrin) สารสังเคราะห์เลียนแบบสารในกลุ่ม "ไพเรธรอยด์" (Pyretroid) สารสกัดธรรมชาติจากดอกดาวเรืองและเก๊กฮวย ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการแนะนำให้ใช้จากองค์การอนามัยโลก (WHO)
      
       เมื่อตัวรับ (Receptor) ที่ปลายขาของยุง ได้รับสารดังกล่าวจากการชนหรือสัมผัสกับมุ้งที่ผสมสารดังกล่าว จะทำให้ยุงบินช้าลงและตายในที่สุด ทั้งนี้ ยุงแต่ละชนิดมีความไวต่อสารสังเคราะห์ชนิดนี้ได้ต่างกัน โดยยุงรำคาญและยุงก้นปล่องจะไวต่อสารชนิดนี้มากที่สุด โดยจะตายภายใน 6 นาทีหลังจากได้รับสาร แต่คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีตัวรับสารดังกล่าวจึงไม่ได้รับอันตรายเช่นเดียวกับยุง
      
       ในกระบวนการผลิตนั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ เคลือบสารเดลตาเมธรินลงบนเส้นใยสำหรับมุ้งที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยฝ้าย และผสมสารชนิดนี้ลงในเม็ดพลาสติกเพื่อขึ้นรูปเป็นเส้นใย ซึ่งในวิธีการหลังนั้นทำให้เก็บสารที่ผลต่อการฆ่ายุงได้นานกว่าการนำมุ้งไปชุบ 5 เท่า
      
       ด้าน ดร.ศิระศักดิ์ เทพาคำ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาธุรกิจ นาโนเทค อธิบายว่า จำเป็นต้องใช้สารสังเคราะห์เลียนแบบสารสกัดจากดาวเรือง เนื่องจากสารสกัดจากธรรมชาติจะสลายตัวเมื่อผ่านความร้อน ทั้งนี้หากใช้สารที่คั้นจากดอกดาวเรืองหรือดอกเก๊กฮวยไปฆ่ายุงจะทำให้ยุงตายได้เช่นกัน
      
       พร้อมกันนี้ ดร.วีระชัยกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทยซึ่งส่งออกมุ้งเป็นอันดับต้นๆ และยังประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกสิ่งทอ หรือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยผลิตชุดกันยุงสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงผลิตเครื่องนุ่งห่มกันยุงให้แก่ตำรวจและทหารในจังหวัดชายแดนได้
      
       อย่างไรก็ดี นวัตกรรมเส้นใยมุ้งที่ผสมสารนาโนนี้ เพิ่งประสบความสำเร็จในระดับห้องปฎิบัติการ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมหากจะพัฒนาให้มีการผลิตจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์ต่อไป.

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผีพนันเข้าสิง 'เด็ก' ใครคือตัวการ !?!


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
"ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล"
       ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทย ณ เวลานี้ เด็กและเยาวชนกำลังถูกรุมล้อมด้วยอบายมุขอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพนันที่แทรกซึมอยู่ทุกหย่อมหญ้า และพร้อมเข้ามาทำลายอนาคตของเด็กๆ ได้ทุกเมื่อ
      
       ทพญ.กุณฑีรา ตันติรังสี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันมีสิ่งล่อตาล่อใจเกี่ยวกับการพนันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ กีฬา ซึ่งเริ่มระบาดมาตั้งแต่เด็กประถมขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจุดเริ่มต้นในการแก้ไขอยู่ที่ครอบครัว พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เข้าใจว่าเกมเล่นได้เพื่อความสนุกสนานอย่าคิดเอาจริงเอาจัง
      
       ขณะที่ "ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล" อาจารย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และผู้แทนโครงการติดตามสภาวะการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch) ได้กล่าวถึงสาเหตุว่า จากผลสำรวจของ Child Watch ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กกับการพนันมีปัจจัยอยู่ 3 ด้าน คือ การศึกษา สังคม และสุขภาพ
      
       "คนส่วนใหญ่มองว่า สาเหตุหลักๆ มาจากการการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ที่ยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวดและเด็ดขาด รวมถึงระบบการศึกษาที่ไม่มีการสอนเรื่องโทษของการพนันอย่างจริงจัง อีกทั้งเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ใช้คำพูดสื่อถึงการพนันและคำท้าทายกันจนติดปาก เช่น พนันกันไหมว่าวันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ เลย การหลีกเลี่ยงให้เด็กออกห่างจากการพนัน พ่อแม่ต้องให้เวลาอยู่กับลูก ถ้ามีความรักความอบอุ่นทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น อยากให้ลูกเป็นแบบไหนก็ทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นและเขาจะปฏิบัติตามเอง" ผู้แทนโครงการ Child Watch ให้คำแนะนำ
      
       ด้านเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่าง "ทับทิม - อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์" ดารานักแสดง บอกว่า โชคดีที่คนในครอบครัว และคนรอบข้างไม่มีใครติดการพนันเลย เพราะทุกคนรู้ดีว่า "การพนัน" คือการเสี่ยงโชคจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความบังเอิญ จึงอยากให้ทุกคนหันมาพึ่งความสามารถของตัวเองด้วยการเก็บออมเงิน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ซึ่งส่วนตัวเธอเองก็เรียนมาทางด้านการบริหาร จึงรู้จักการเก็บเงินและนำไปลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะจะได้ฝึกทักษะควบคู่ไปกับการเรียน ถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ต้องพึ่งดวงจากการเสี่ยงโชคเหมือนกับการเล่นพนัน
      
       เช่นเดียวกับ "อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา" ถึงแม้จะเคยพบเห็นคนรอบข้างเล่นการพนัน ทั้งในรูปแบบต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน "ผมเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เป็นประจำก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของการพนัน แม้จะไม่ใช่การพนันด้วยเงินทองหรือของมีค่า แต่เป็นการพนันด้วยคำพูดในการแข่งขันว่าใครจะแพ้หรือชนะ ซึ่งมันสามารถปลูกฝังให้เราติดนิสัยของการพนันขันแข่งได้ ซึ่งผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดท้าทายกลับไป"
      
       อย่างไรก็ตาม ดาราหนุ่มคนนี้ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า การปลูกฝังเรื่องโทษของการพนันควรเริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวจะดีที่สุด เพราะถ้าคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ แล้ว พวกเขาจะมีภูมิคุ้มกัน เมื่อถึงเวลาต้องออกไปเผชิญกับสังคมนอกบ้าน ที่เต็มไปด้วยการพนันและอบายมุขต่างๆ เด็กจะรู้จักการหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนัน และจะเป็นการดีที่ทุกคนช่วยให้สังคมและอนาคตของชาติอยู่ห่างไกลจากการพนันได้
อ๊อฟ-ชนะพล, ทับทิม- อัญรินทร์ และจอห์น-วิญญู (เรียงจากซ้ายไปขวา)

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ตอนที่ 2



โดย เอมอร คชเสนี
       ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ว่า สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บอะไรขึ้นได้บ้าง วันนี้จะกล่าวถึงอาการบาดเจ็บประเภทต่างๆ และวิธีการปฐมพยาบาลค่ะ
     
       - การเคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น
     
       นอกจากจะเกิดจากการเล่นกีฬาแล้ว ยังอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว หรือการยกของหนัก จะมีอาการปวด บวม และ เขียวช้ำ ให้ประคบเย็น แล้วใช้ยาสำหรับทาบรรเทาอาการฟกช้ำ หรือบรรเทาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรถูนวดแรงๆ ควรถอดเครื่องประดับ เช่น สร้อยข้อมือ กำไล แหวน เพราะบริเวณที่บาดเจ็บจะบวม การใส่เครื่องประดับอาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
     
       - การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลัง
     
       บริเวณกล้ามเนื้อหลัง นอกจากกล้ามเนื้อแล้วยังมีเส้นประสาทอยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง หากเกิดการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลัง อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทได้ การบาดเจ็บอาจเนื่องมาจากการเล่นกีฬาที่หนักเกินไป เช่น วิ่งเป็นเวลานาน หรือเล่นเทนนิส นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะ เช่น การเอื้อม การหมุนตัว หรือ การก้ม หากมีอาการปวดหลังควรนอนพักให้มาก หยุดกิจกรรมที่ทำสักระยะ ไม่ควรก้มหรือบิดตัวในระยะนี้ อาจประคบร้อนหลังจากวันแรกที่เกิดการบาดเจ็บ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ให้เริ่มออกกำลังกายเบาๆ เพราะการนอนพักต่อไปอาจทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอได้
     
       - เอ็นส้นเท้าอักเสบ
     
       เส้นเอ็นที่ส้นเท้าจะอยู่ใต้ฝ่าเท้า เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น เวลาเคลื่อนไหวจะเจ็บปวด หรือเกิดความรำคาญ หากยังฝืนใช้งานหนักต่อไป อาจทำให้เกิดการฉีกขาดได้ เมื่อมีอาการเจ็บปวด ให้งดเล่นกีฬาจนกว่าจะหายดี
     
       - เอ็นร้อยหวายขาด
     
       เอ็นร้อยหวายเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อน่องและหัวเข่า อาจเกิดการฉีกขาดเนื่องจากการวิ่ง หรือข้อเท้าแพลง ควรประคบเย็น รัดด้วยผ้ายืด ใส่เฝือก และไปพบแพทย์
     
       - กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาหรือขาหนีบฉีกขาด
     
       ส่วนใหญ่มักเกิดกับนักกรีฑา เนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งกะทันหัน การออกตัวอย่างรวดเร็ว หรือหยุดวิ่งแล้วกลับมาวิ่งอีกทันที จะมีอาการปวดบริเวณขาหนีบตรงง่ามขา ให้ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก และควรหยุดเล่นกีฬาประมาณ 2 สัปดาห์ พักให้อาการหายดีก่อน แล้วใช้วิธียืดกล้ามเนื้อจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
     
       - ผิวหนังบวมพอง
     
       เกิดจากการเสียดสี เช่น การจับไม้แบด แร็กเก็ตเทนนิส ไม้กอล์ฟ หรือใส่รองเท้าที่ไม่พอดี จะเกิดเป็นตุ่มน้ำใสๆ ตรงบริเวณผิวหนังที่ถูกเสียดสี หากปล่อยทิ้งไว้ก็สามารถหายเองได้ ใช้เวลา 2-3 วันตุ่มน้ำจะแตกออก ร่างกายจะสร้างเซลล์ผิวหนังขึ้นมาใหม่ หากต้องการใช้เข็มเจาะเอาน้ำออก ควรใช้เข็มที่สะอาด และอย่าทำให้หนังที่หุ้มอยู่หลุดออก หลังจากนั้นผิวหนังใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนเช่นกัน
     
       - โดนกระแทกเบ้าตา
     
       ส่วนใหญ่เกิดจากกีฬาประเภทลูกบอลกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการช้ำใต้ตา เลือดออกในลูกตา ให้ล้างตา ปิดตาทั้งสองข้าง และไปพบแพทย์
     
       - กระดูกหัก
     
       หากเล่นกีฬาอย่างรุนแรงโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้กระดูกหักได้ วิธีการปฐมพยาบาลได้กล่าวไว้อย่างละเอียดในตอนที่แล้ว
     
       - กระดูกเคลื่อนหรือหลุด
     
       การถูกกระแทก ดึง หรือหมุนแรงๆ อาจทำให้กระดูกเคลื่อนหลุดออกมาจากเบ้า ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ และมีอาการเจ็บปวด พยายามให้ผู้บาดเจ็บเคลื่อนไหวน้อยที่สุด แล้วนำส่งแพทย์ ห้ามจับข้อกระดูกให้กลับเข้าที่ด้วยตัวเอง
     
       - ถุงน้ำในข้อเสื่อม
     
       ข้อต่างๆ ภายในร่างกายจะมีถุงน้ำรองรับการกระแทกและช่วยในการเคลื่อนไหว อาการถุงน้ำในข้อเสื่อมจะทำให้เกิดอาการปวดข้อเวลาที่เคลื่อนไหวมากๆ หรือทำซ้ำท่าเดิมบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์ และเลือกออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก
     
       - เป็นตะคริว
     
       กล้ามเนื้อเป็นตะคริวจะไม่มีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วหายไปในเวลาไม่กี่นาที แต่หากมีอาการมากก็อาจปวดอยู่นานเป็นชั่วโมง อย่างไรก็ตาม อาการจะหายไปได้เองในที่สุด ตะคริวอาจเกิดจากร่างกายขาดแร่ธาตุ เช่น โปแตสเซียม ขาดน้ำ หายใจเร็วกว่าปกติ หรือเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่พอ การปฐมพยาบาลทำได้โดยค่อยๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว

“ปลาหมึก” กับผลต่อสุขภาพ

เอมอร คชเสนีฟังเสียงและภาพประกอบจาก Manager Multimedia
โดย เอมอร คชเสนี
       คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show
      
       ควันหลงจากฟุตบอลโลก 2010 ที่เพิ่งจะปิดฉากลง ข่าวดังที่ตีคู่มากับทีมฟุตบอลที่เข้ารอบและได้แชมป์ ก็คือ ข่าวของ “ปลาหมึกพอล” ที่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นปลาหมึกพยากรณ์ที่แม่นแบบจับวาง หลายคนหันมากิน “ปลาหมึก” เป็นอาหารหลัก ด้วยความแค้นเจ้าหมึกพอลที่เสี่ยงทายให้ทีมในดวงใจต้องพ่ายแพ้ในศึกลูกหนังครั้งนี้ กินปลาหมึกแล้วก็แซวกันต่อว่า “ระวังคอเลสเตอรอลในเลือดจะพุ่งกระฉูดนะ” เท็จจริงเป็นอย่างไร ไปติดตามข้อมูลกันค่ะ
       

       คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองส่วนหนึ่ง และได้จากอาหารอีกส่วนหนึ่ง หากจะพูดถึงปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหารทะเล อาจจะกล่าวได้ว่า ปลาหมึกจัดเป็นอาหารทะเลที่มีคอเลสเตอรอลสูงที่สุด
      
       อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลหลายชิ้น ที่ระบุตรงกันว่า เราอย่าได้กลัวคอเลสเตอรอลจากอาหารเกินไปนักเลย โดยเฉพาะอาหารทะเลซึ่งถือเป็นอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสีและไอโอดีน แม้ว่าปลาหมึกจะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็จัดเป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ซึ่งมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคนทั่วไปไม่มากนัก
      
       ส่วนอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด คืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ ไขมันนม เนย รวมถึงไขมันทรานส์ซึ่งพบมากในมาการีน เนยขาว ครีมเทียม และอาหารที่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เช่น เค้ก คุกกี้ พาย ขนมอบต่างๆ
      
       ดังนั้น การควบคุมระดับคอเลสเตอรอล จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง มากกว่าการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากวัตถุดิบที่ร่างกายใช้ผลิตคอเลสเตอรอลแหล่งใหญ่ๆ ไม่ใช่คอเลสเตอรอลจากอาหาร แต่เป็นไขมันอิ่มตัวจากอาหาร
       นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก ดร.สุพิศ ทองรอด นักวิชาการด้านอาหารของกรมประมง ที่ระบุว่า ถึงแม้ปลาหมึกจะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้
      
       บางคนมีระดับคอเลสเตอรอลสูงจากกรรมพันธุ์และวัย แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ไม่เครียดมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่สูบบุหรี่ ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป
      
       สิ่งที่ควรระมัดระวังจากปลาหมึก น่าจะเป็นโลหะหนักที่สะสมในสัตว์ทะเล เช่น แคดเมียม
       เคยมีการสุ่มตรวจปลาหมึก ทั้งที่มีขายทั่วไปในไทยและที่ส่งออก ผลปรากฏว่าพบปลาหมึกที่ปนเปื้อนสารแคดเมียม มีทั้งที่ไม่เกินเกณฑ์และที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ปริมาณแคดเมียมในอาหารที่ยอมรับได้คือ ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
      
       แคดเมียมเป็นโลหะหนักที่ใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า กระดาษ หมึกพิมพ์ และสี เศษแคดเมียมจะสะสมในดินและดินตะกอนใต้น้ำ

      
       ปลาหมึกแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารแคดเมียมไม่เท่ากัน โดยจะพบแคดเมียมในปลาหมึกสายและปลาหมึกกระดองมากกว่าปลาหมึกกล้วย เนื่องจากปลาหมึกกล้วยหากินกลางทะเล ส่วนปลาหมึกสายและปลาหมึกกระดองหากินตามผิวดินเขตน้ำตื้น ซึ่งตะกอนดินในเขตน้ำตื้นจะมีโลหะหนักสะสมอยู่มากกว่า ดังนั้น หากเลือกได้ กินปลาหมึกกล้วยจะปลอดภัยกว่าปลาหมึกสายหรือปลาหมึกกระดอง
       แคดเมียมจะสะสมอยู่มากในไส้มากกว่าส่วนเนื้อ โดยเฉพาะในมันและถุงทราย ดังนั้นการควักไส้ปลาหมึกออกทิ้ง แล้วล้างให้สะอาด จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น
      
       หากร่างกายได้รับแคดเมียมในปริมาณต่ำๆ จะไปสะสมในไต เช่นเดียวกับโลหะหนักอีกหลายชนิด หากร่างกายสะสมแคดเมียมมากเกินไป ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุน โดยจะไปรบกวนการทำงานของวิตามินดี แคลเซียม และคอลลาเจน
      
       ส่วนพิษเฉียบพลันของแคดเมียม หากได้รับปริมาณมากๆ ในคราวเดียว อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เป็นตะคริว หรือท้องเสียอย่างแรงได้ โลหะหนักหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ จึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินในเด็กให้ดี
      
       นอกจากโลหะหนักแล้ว สารเคมีอันตรายที่อาจพบได้ในปลาหมึกก็คือ ฟอร์มาลีน ซึ่งมีการนำมาใช้กับอาหารทะเลและผักสด เพื่อให้คงความสด ไม่เน่าเสียเร็ว ก่อนซื้อควรดมดู หากมีฟอร์มาลีนจะได้กลิ่นฉุนชัดเจน
      
       หากรับประทานอาหารที่มีสารฟอร์มาลินตกค้าง อาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องรุนแรง อาเจียน ท้องเดิน หมดสติ และถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากสัมผัสอยู่เป็นประจำจะเกิดการสะสม ทำให้ผิวหนังระคายเคือง และอักเสบ มีผลเสียต่อการทำงานของตับ ไต หัวใจ และสมอง
      
       ปลาหมึกก็เหมือนกับอาหารอีกหลายชนิดในปัจจุบันที่อาจต้องเสี่ยงกับสารอันตราย อย่างไรก็ตาม หากคนเราได้รับสารพิษหรือโลหะหนักคราวละน้อยๆ ร่างกายจะสามารถขับออกได้บางส่วน ดังนั้น หากเรากินอย่างพอดี ไม่มากเกินไป ไม่บ่อยเกินไป เราก็ยังเอร็ดอร่อยกับเมนูปลาหมึกได้โดยไม่ต้องคอยห่วงเรื่องสารพิษ รวมถึงคอเลสเตอรอลค่ะ
       

นอนแยกเตียง เพิ่มรักหวาน?


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขอบคุณภาพจากเดลิเมล
       หากเอ่ยถึงการนอนแยกเตียงกันของคู่รักคู่แต่งงาน หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ไม่ก็อาจมองว่าชีวิตคู่ของเขาและเธออาจมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์ แต่ในหลาย ๆ ครอบครัว การแยกเตียงนอน หรือแยกห้องกันนอน กลับช่วยเพิ่มความสุขในการครองคู่ได้มากกว่าเดิม 
      
       สาเหตุของความสุขในชีวิตคู่ที่เพิ่มขึ้นมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายสามารถนอนหลับสนิทได้ยาวนานกว่าเดิม ไม่ต้องทนกับเสียงกรน การพลิกตัว หรือการลุกไปเข้าห้องน้ำของคนที่นอนข้าง ๆ ที่อาจทำให้ตนเองนอนไม่หลับไปอีกนาน
      
       ดร.เนล สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้้านการนอนหลับคนหนึ่งของอังกฤษ และเป็นอีกคนหนึ่งที่นอนแยกเตียงกับภรรยามานานกว่า 9 ปี กล่าวให้ความเห็นว่า "หากคุณต้องนอนเตียงใหญ่ร่วมกับคู่รัก นั่นหมายถึงคุณจะมีพื้นที่ส่วนตัวน้อยลง และทำให้การนอนหลับไม่ใช่การพักผ่อนอย่างที่ร่างกายควรจะได้รับ"
      
       ไม่เพียงเท่านั้น เขายังระบุว่า คู่รักที่นอนหลับบนเตียงเดียวกันนั้นอาจมีพฤติกรรมระหว่างการนอนที่รบกวนการนอนของอีกฝ่ายได้ เช่น นอนกรน นอนกระสับกระส่าย หรือลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ 
      
       พร้อมกันนั้นเขายังได้ยกตัวอย่างถึงการนอนหลับในอดีตขึ้นมาประกอบด้วยว่า ในอดีตมีเพียงคนยากจนเท่านั้นที่ต้องนอนร่วมกัน เหตุเพราะคนจนไม่สามารถมีบ้านหลังใหญ่พอที่จะแยกห้องกันนอนได้
      
       ขณะที่ภาพการนอนหลับแสนโรแมนติกที่สื่อนำเสนอนั้นมักเป็นการนอนในอ้อมกอดของกันและกัน ดร.สแตนลีย์กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า "เรามักพบเห็นภาพจากหนังฮอลลีวูดถึงการนอนหลับของคู่รักที่แสนโรแมนติก เมื่อทั้งสองนอนหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน แต่ภาพเหล่านั้นอาจใช้ไม่ได้ในชีวิตจริงเสมอไป เพราะหากคุณลองได้นอนแล้ว มันอาจไม่รู้สึกสบายอย่างที่คิดก็เป็นได้"
      
       รายงานข่าวจากเดลิเมลยังได้ยกกรณีของไมค์และจีีน คอลลอม คู่แต่งงานชาวอังกฤษอีกรายหนึ่งที่นอนแยกเตียงติดต่อกันกว่า 8 ปีแล้ว ก่อนนอนพวกเขายังปฏิบัติกับคู่รักเหมือนเดิม คือกล่าวราตรีสวัสดิ์ และจูบลากัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตนเอง ซึ่งเธอยอมรับว่า การนอนแยกห้องกันนั้นคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ของทั้งสองยืนยาว
      
       ขณะที่ไมค์ผู้เป็นสามีกล่าวว่า "เพราะเราทั้งสองได้นอนหลับสนิทตลอดคืน เราจึงไม่ค่อยมีเรื่องขัดแย้งกันเหมือนคู่แต่งงานอื่น ๆ และทำให้การอยู่ร่วมกันในแต่ละวันเป็นไปด้วยดี"
      
       ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศนั้น เขามองว่า การนอนแยกเตียงไม่ใช่ปัญหา เพราะหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดความต้องการ ก็สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนห้องใครห้องคนนั้นเหมือนเดิม
      
       ขณะที่อีกคู่หนึ่งคือ นาตาลี และแกเร็ธ สโนว์ ซึ่งแยกเตียงกันนอนเหตุเพราะฝ่ายหญิงไม่สามารถทนต่อเสียงกรนของฝ่ายชายได้ ยอมรับว่า เพื่อน ๆ ของเขาและเธอมองว่าการแยกเตียงกันนอนเป็นเรื่องประหลาด หลายคนคิดว่าเขาทั้งคู่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์
      
       "จริง ๆ แล้ว มันกลับตรงกันข้าม เรานอนแยกห้องกันเพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ชีวิตคู่มีปัญหาต่างหาก เพราะไม่เช่นนั้น ฉันต้องปลุกสามีขึ้นมาทุกทีที่ฉันเริ่มทนกับเสียงกรนของเขาไม่ไหว" นาตาลีกล่าว
      
       "ถ้าคุณทั้งคู่สามารถนอนหลับได้สนิทบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการนอน แต่ถ้าคุณพบว่า คุณต้องตื่นบ่อย ๆ กลางดึก เพราะคู่รักที่นอนร่วมเตียงเดียวกับคุณ นั่นก็อาจทำให้คุณต้องมีการคุยกันว่าควรจะเปลี่ยนรูปแบบการนอนเพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หรือไม่" ดร.สแตนลีย์กล่าว
      
       อย่างไรก็ดี ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือความไม่เข้าใจกัน เมื่อคู่รักส่วนหนึ่งอาจเข้าใจว่า การนอนแยกเตียงนั้นอาจหมายถึงการที่อีกฝ่ายไม่ต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั่นเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพูดคุยทำความเข้าใจกัน โดยอาจจะชี้แจงว่า ต่างฝ่ายต่างยังรักกัน แต่ต้องแยกกันนอนเพื่อให้มีโอกาสในการพักผ่อนมากขึ้นนั่นเอง
      
       เรียบเรียงจากเดลิเมล