วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เจ๋ง! นักวิจัยไทยสังเคราะห์ “กราฟีน” ได้จริงในแล็บ



ดร.อดิสร กับน้ำหมึกนำไฟฟ้าที่ผสมกราฟีน (มือขวา) และโครงสร้างอุดมคติของกราฟีน (มือซ้าย)
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เครื่องพิมพ์ซึ่งใช้หมึกนำไฟฟ้าพิมพ์วงจรสำหรับเซนเซอร์เคมีไฟฟ้า

ภาพขยายกราฟีน 100,000 เท่า จากกล้องทีเอเอ็ม

เป็นความตื่นเต้นลึกๆ ของคนทำวิจัยในเรื่องเดียวกัน เมื่อผู้บุกเบิกการสังเคราะห์ “กราฟีน” คว้ารางวัลโนเบลไปในปีนี้ และความตื่นเต้นยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อภาพถ่ายระดับนาโนชี้ชัดว่า สิ่งที่นักวิจัยของไทยสังเคราะห์ขึ้นมานั้นเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน 
      
       เมื่อ 6 เดือนก่อน ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) พร้อมทีมวิจัยมีแนวคิดที่จะพัฒนาเซนเซอร์ซึ่งมีความไวมากขึ้นโดยใช้เทคนิคการพิมพ์ จึงสนใจสังเคราะห์กราฟีน (Graphene) ขึ้นมาเป็นส่วนผสมของน้ำหมึก แทนที่จะซื้อมาผสมเหมือนงานวิจัยที่มีอยู่ทั่วโลก
      
       ทั้งนี้ กราฟีนเป็นวัสดุชนิดใหม่และเป็นอีกรูปแบบในการจัดเรียงตัวของคาร์บอนเป็น 2 มิติ คือมีเพียงความกว้างและความยาว โดยมีความหนาเพียงอะตอมชั้นเดียว ซึ่งความหนาอุดมคติของกราฟีนอยู่ที่ 0.335 นาโนเมตร แต่ยังไม่เคยมีใครวัดได้จริง เพราะวัดได้ยากมากเนื่องจากมีอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบๆ เหมือนเป็นกลุ่มเมฆปกคลุม
      
       ดร.อดิสรซึ่งเปิดห้องปฏิบัติกล่าวให้ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ได้เข้าไปชมผลงานการวิจัยกราฟีน กล่าวว่าทางห้องแล็บของเขาหันมาสนใจกราฟีนเพราะมีผลงานเรื่องนี้ตีพิมพ์ใหม่ออกมาทุกวัน และทั่วโลกต่างให้ความสนใจกับวัสดุชนิดใหม่นี้ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาตินานแล้ว แต่เพิ่งสังเคราะห์ขึ้นมาได้เมื่อปี 2004 โดย ดร.อังเดร ไกม์ (Dr.Andre Geim) และ ดร.คอนสแตนติน โนโวเซลอฟ (Dr.Konstantin Novoselov) คู่อาจารย์-ศิษย์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) และเพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2010
      
       กราฟีนมีคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ นำไฟฟ้าได้ดีกว่าทองแดง 4 เท่า มีพื้นที่ผิวมากกว่าท่อคาร์บอนนาโน 2 เท่า มีคุณสมบัติแข็งแรงกว่าเหล็ก 200 เท่าและแกร่งกว่าเพชรที่เคยได้ชื่อว่าเป็นวัสดุที่แข็งที่สุดในโลก ยืดหยุ่นได้ดี และยังมีคุณสมบัติที่ค้นพบใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้นำไปสู่การประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย
      
       หนึ่งในการประยุกต์คือผลิตขึ้นเป็นเซนเซอร์ ซึ่งทีมวิจัยของ ดร.อดิสรได้นำกราฟีนที่สังเคราะห์ขึ้นกระบวนการทางเคมีไฟฟ้าผสมเข้ากับพอลิเมอร์ ได้เป็นน้ำหมึกสำหรับใช้พิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือเซนเซอร์ ซึ่งมีความบริสุทธิ์มากกว่าที่มีการวิจัยในโลกและยังเป็นวิธีการใหม่ของโลกที่ไม่เหมือนที่อื่น โดยทางทีมวิจัยกำลังยื่นจดสิทธิบัตรเทคนิคการสังเคราะห์ดังกล่าว
      
       การสังเคราะห์กราฟีนของทีมวิจัยเนคเทคนั้นแตกต่างจากสังเคราะห์ของ ดร.ไกม์ โดย ดร.อดิสรเล่าวว่า ผู้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลปีล่าสุดได้สังเคราะห์กราฟีนขึ้นโดยใช้เทปกาวลอกชั้นคาร์บอนออกจากกราไฟต์ ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างความฮือฮาอย่างยิ่ง ในตอนแรกเขาส่งผลงานตีพิม์ลงวารสารเนเจอร์ (Nature) แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่เชื่อว่าทำได้จริง เขาจึงส่งไปตีพิมพ์ลงวารสารไซน์ (Science) แทน
      
       ส่วนวิธีการที่ทีมวิจัยเนคเทคพัฒนาขึ้นมานั้นเป็นกระบวนการเคมีไฟฟ้า ซึ่ง ดร.อดิสรเล่าว่า เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและมีต้นทุนต่ำ และยังขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ง่าย ในขณะที่วิธีของ ดร.ไกม์นั้นแม้จะง่ายและถูกเช่นกัน แต่ขยายการผลิตได้ยากกว่า อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ยังไม่ใครที่ผลิตแผ่นกราฟีนที่มีขนาดใหญ่ได้ถึง 1 ตารางเซนติเมตร
      
       “เราทำมา 6 เดือนแล้วแต่ไม่กล้าพูดเต็มปากเต็มคำ แต่พอได้หลักฐานจากกล้องเอเอฟเอ็ม* เห็นความหนาของชั้น 0.7-1 นาโนเมตร ซึ่งอยู่ในความหนาของกราฟีน 1-2 ชั้น และภาพขยายแสนเท่าจากกล้องทีเอเอ็ม** เราจึงมั่นใจ” ดร.อดิสรกล่าว และบอกว่า เบื้องต้นทางทีมวิจัยจะทดลองใช้เป็นเซนเซอร์สำหรับวัดกลูโคสและคอเลสเตอรอลก่อน
      
       *จุลทรรศน์แรงอะตอม (atomic force microscope, AFM)
       ** จุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องผ่าน (Transmission Electron microscope: TEM)

ที่มาข้อมูล : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทันตแพทย์เตือนอย่าปล่อยลูกฟันผุ ลูกเติบโตช้า


ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       เด็กไทยสุขภาพฟันแย่ ทันตแพทย์เตือน ปล่อยลูกฟันผุ ทำลูกเติบโตช้า แนะพ่อแม่ฝึกลูกแปรงฟันให้ถูกวิธี 
      
       วันนี้ (19 ต.ค.) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายลูกรักฟันดีเริ่มที่ซี่แรก แผนงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข สนับสนุนโดย สสส. จัดแถลงข่าว “ลูกรักฟันดี เริ่มที่ซี่แรก” (First love, First tooth) เนื่องในโอกาสวันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 21 ต.ค.ของทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า ซึ่งมีคุณูปการต่อวงการทันตสาธารณสุขประเทศไทย โดยรศ.ทพญ.ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปี 2550
      
       จากการสำรวจภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 พ.ศ.2550 พบฟันผุในเด็กอายุน้อยลง โดยพบว่าหลังจากฟันเริ่มขึ้น 3-6 เดือน ก็พบฟันผุได้แล้ว โดยร้อยละ 68 เป็นเด็กวัย 18 เดือน ร้อยละ 23 เด็ก 12 เดือน ร้อยละ 20 เป็นเด็กอายุ 3-5 ปี ร้อยละ 2 เกิดในเด็ก 9
      
       “ฟันผุทำให้ปวดฟันจนรับประทานอาหารไม่ได้ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก น้ำหนักและส่วนสูงต่ำกว่าปกติ ศีรษะเล็กปกติ เมื่อปวดก็จะกระทบต่อการนอน ทำให้เด็กมีความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย” รศ.ทพญ.ชุติมากล่าว
      
        ทพญ.กุลยา รัตนปรีดากุล อดีตประธานชมรมทันตกรรมสำหรับเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทันตแพทย์เด็กในประเทศไทยมีเพียง 400 คน หรือทันตแพทย์ 1 คน ต่อเด็ก 12,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะการรักษาฟันในเด็กยากกว่ามาก มีความเสี่ยงหลายอย่าง มักพบว่าเด็กจะผุในอัตรา 9-20 ซี่ได้ เมื่อเด็กฟันผุมากกว่า 10 ซี่ ก็จำเป็นต้องใช้วิธีดมยาสลบเพื่อรักษาในครั้งเดียว จากข้อมูลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และม.มหิดล พบเด็กอายุน้อยที่สุดที่ถูกวางยาสลบเพียง 18 เดือนเท่านั้น ในปีพศ.2552-2553 มีหน่วยงานทันตกรรม 3 แห่ง ได้รักษาโดยบูรณะฟันทั้งปากและดมยาสลบให้คนไข้เด็กมากกว่า 200 ราย ค่ารักษาสูงถึง 3.9 ล้านบาท โดยทุกสัปดาห์จะมีเด็กเล็กอายุไม่ถึง 3 ปี จำนวน 2-3 คน มีฟันผุ 9-20 ซี่ ต้องดมยาสลบเพื่อรักษา คิดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายสูงถึง 12,000-50,000 บาท เพราะเด็กเล็กต้องมีแพทย์ร่วมกันดูแลหลายด้าน
      
       ด้าน ผศ.ทพ.จรินทร์ ปภังกรกิจ ผู้จัดการแผนงานโรงเรียนทันตแพทย์สร้างสุข สสส. กล่าวว่า ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพฟันลูก ด้วยการแปรงฟันให้ลูกตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้นคืออายุราว 6-9 เดือน และแปรงฟันให้ลูกถึงอายุ 6-7 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เด็กมีกล้ามเนื้อแข็งแรง สามารถแปรงฟันได้เอง แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่แปรงฟันให้ลูกเพราะคิดว่าลูกเล็กเกินไป หรือเด็กบางคนไม่ยอม เคล็ดลับในการแปรงฟันที่ถูกต้องคือ 1.ให้เด็กมีส่วนร่วม เช่นเลือกแปรงสีฟันด้วยตนเอง 2.สร้างบรรยากาศการแปรงฟัน ใช้แปรงมีสีสัน มีตัวการ์ตูน 3.เลือกแปรงที่ขนแปรงนุ่ม หน้าตัดเรียบ หัวเล็กมีด้ามจับใหญ่จับถนัดมือ 4.ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ช่วยลดฟันผุได้ถึง 15-30% 5.แตะยาสีฟันเล็กน้อยเป็นจุดเล็กๆ ที่ปลายขนแปรงพอชื้น 6.ให้เด็กอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน หรือนอนบนตัก เพื่อแปรงฟันได้ครบทุกซี่ 7.แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาบน้ำเช้า และเย็น เพื่อฝึกให้เป็นกิจวัตร
      
        นทพ.วริศ เผ่าเจริญ ตัวแทนเครือข่ายสโมสรนิสิตนักศึกษาทันตแพทย์จิตอาสา หรือเครือข่าย “iSmileTeen” และสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาทันตแพทย์แห่งประเทศไทย (สนทท.) จัดกิจกรรมรณรงค์ “ลูกรักฟันดีเริ่มที่ซี่แรก” (First love, First tooth) ในวันที่ 21 ต.ค.นี้ เวลา 09.00-12.00 น. ที่คณะทันตแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ


ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

นิทานสอนใจ : เจ้าของเรือ

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       "พ่อจ๋า พ่อว่าพ่อเป็นเจ้าของเรือ แต่พ่อต้องมาล้างเรือ เช็ดถูเรือ ต้องชะโลมน้ำมันบ่อยๆ ทุกวัน พ่อต้องเก็บรักษาแจวพาย รวมถึงเครื่องใช้ในเรือทุกอย่าง แล้วพ่อก็ต้องแจวเรือพาพวกเราไปนั่งเรือเล่น พร้อมกับเพื่อนบ้านของเราทุกๆ คน พ่อเหนื่อยแทบตาย แต่ทำไมพวกเขากลับได้นั่งอย่างสบายไม่เห็นจะช่วยพ่อแจวเรือเลยสักคน ไม่ช่วยพ่อเช็ดเรือบ้างเล่าพ่อจ๋า? " หนูจ้อยถามพ่อ แล้วทำตาแดงๆ
      
       "ก็พ่อเป็นเจ้าของเรือไงหละจ๊ะลูก" พ่อบอกอย่างใจเย็น
      
       "ใครเป็นเจ้าของอะไรก็ต้องเหนื่อยแทบตามกันทั้งนั้น ใครไม่ได้เป็นเจ้าของสบาย พ่อเห็นว่ามันยุติธรรมแล้วหรือจ๊ะ" หนูจ้อยย้อนถามพ่อ
      
       "ธรรมเนียมมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วจ๊ะ ใครที่เป็นเจ้าของก็ต้องทนเหนื่อยทนหนักใจ" 
      
       หนูจ้อยถามต่ออีกว่า "แล้วพ่อจะทนเป็นเจ้าของเรือให้เหน็ดเหนื่อยไปทำไมหละ เราก็ขอนั่งกับคนอื่นเป็นครั้งเป็นคราวก็ได้นี่จ๊ะ เหมือนที่พวกเขาเคยนั่งเรือของเราอย่างสนุกสนาน" 
      
       "ก็พ่ออยากเป็นเจ้าของเรือสักลำไงหละ"
      
       "หนูจะไม่ยอมเป็นเจ้าของเรือเหมือนกับพ่อ และจะไม่ยอมเป็นเจ้าของอะไรใดๆ เลย แม้แต่ตัวของหนูเอง! "
      
       "แล้วลูกจะอยู่ได้อย่างไร" พ่อย้อนถามกลับมาที่หนูจ้อยบ้าง
      
       "อยู่อย่างไม่ต้องทนเหนื่อยเหมือนพ่อ และจะต้องแตกต่างจากพ่อทุกประการ"
      
       ดังนั้นหนูจ้อยจึงกลายเป็นเณรจ้อยไป เพราะเขาไม่อยากเป็นเจ้าของสิ่งใด แต่อยากเป็นในสิ่งที่เขาเห็นว่า ตรงข้ามกับพ่อของเขาทุกอย่างทุกประการ
      
       นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าใครเป็นเจ้าของสิ่งใดกลับจะได้กิน "ไข่แดง" ของสิ่งนั้น ส่วนใครที่ไม่เป็นเจ้าของเรือ (เหมือนคนที่คอยแต่จะมานั่งเรือเล่นกับพ่อที่เป็นเจ้าของเรือ) เขาจะได้กินเพียง "ไข่ขาว" ของสิ่งนั้น ซึ่งบางทีถึงกับจะต้องกินเปลือกไข่ หรือมูลโสโครกที่ติดอยู่กับเปลือกไข่เข้าไปด้วยกัน ดังนี้แล้วใครจะอยู่ในสภาพที่น่าสงสารกว่ากัน ในระหว่าง พ่อ-ลูกคู่นี้ และสิ่งที่ได้ตอบแทนมามันมีคุณค่าที่ต่างกันด้วย


  ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์     

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

แนะดื่มเหล้าแก้วทรงสูงลดแนวโน้มเมาค้าง

360 องศา: แนะดื่มเหล้าแก้วทรงสูงลดแนวโน้มเมาค้าง
       เดลิเมล์ - ผลศึกษาพบคนที่เทเครื่องดื่มลงแก้วทรงสูงมีแนวโน้มเมาน้อยกว่าคนที่ดื่มด้วยแก้วทรงสั้น
รักสุขภาพและใส่ใจคนรอบข้าง ขอแนะนำให้ดื่มเหล้าด้วยแก้วทรงสูง เพราะอาจช่วยลดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปได้ถึง 80%
       การใช้แก้วทรงสูงถูกใช้เป็นข้ออ้างอยู่บ่อยๆ ว่า เพื่อป้องกันการดื่มมากเกินควร และก็เป็นข้ออ้างที่น่าสงสัยที่สุด แต่นักวิจัยระบุว่า รูปทรงของแก้วมีผลต่อปริมาณการดื่มจริงๆ โดยเป็นเรื่องของภาพลวงตา
      
       นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อังกฤษ พบว่าผู้ดื่มมีแนวโน้มเทเหล้าหนักมือกว่าเมื่อใช้แก้วทรงป้อมสั้น เมื่อเทียบกับแก้วเรียวสูง
      
       ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ สเปนซ์ ผู้นำการศึกษา ระบุว่าสาเหตุมาจากภาพลวงตาเกี่ยวกับแนวขวางและแนวดิ่ง ที่สมองประเมินระยะในแนวขวางต่ำเกินไป แต่ประเมินระยะในแนวดิ่งสูงเกินไป
      
       นักจิตวิทยาพบว่า ผู้ดื่มจะเทเหล้าลงแก้วสั้นกว้าง มากกว่าแก้วผอมสูง 80% แม้แก้วทั้งสองแบบมีปริมาตรเท่ากันก็ตาม
      
       การค้นพบนี้อาจน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่นิยมส่งท้ายวันด้วยยินโทนิกยามค่ำคืน
      
       ในการศึกษา แม้แต่บาร์เทนเดอร์ประสบการณ์สูงยังเทเหล้าในแก้วสั้นมากกว่าแก้วสูงถึง 26%
      
       การศึกษานี้มอบหมายให้จัดทำขึ้นโดยบริษัทข้อมูลธุรกิจ รีเทล แอกทีฟ
      
       จูเลียน แชมเบอร์เลน กรรมการผู้จัดการรีเทล แอกทีฟ เชื่อว่าการศึกษานี้น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับลูกค้าที่บริการตัวเองในผับ
      
       “รูปทรงของแก้วที่ลูกค้าใช้อาจมีผลต่อส่วนต่างกำไร แก้วสั้นอาจเปลืองเหล้ามากกว่าแก้วยาว
      
       “แต่ขณะเดียวกัน เรื่องนี้มีความสำคัญในด้านสุขภาพสำหรับนักดื่มด้วยเช่นกัน และมีหลักฐานชัดเจนว่าแม้แต่บาร์เทนเดอร์ชั่วโมงบินสูงยังรินเหล้าลงแก้วสั้นมากกว่าแก้วสูง
      
       “เพราะฉะนั้นคนที่ชงเหล้าดื่มเองก็คงทำแบบเดียวกัน”
      
       ภาพลวงตานี้บ่งชี้ว่า นักดื่มที่ต้องการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและสังคมควรเลือกใช้แก้วยาวแทนที่จะเป็นแก้วสั้น






ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

6 เทคนิคการปฏิเสธขั้นเทพ! คนฟังไม่จ๋อย คนพูดดูดี


       By Lady Manager
      
       
มีหนุ่มหน้าจืด แผนกข้างๆ มาชวนไปกินข้าว… (ไม่อยากไปเลย)
       เพื่อนจอมเบี้ยว มายืมเงินอีกแล้ว… (ไม่อยากให้เลย)
      
       
…แต่จะปฏิเสธยังไงดี เพื่อไม่ให้หักหาญน้ำใจ?!
      
       
คุณๆ หลายคน คงเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือคล้ายกันนี้มาอย่างแน่นอน โอ้ว! เกิดมาเป็นคนขี้เกรงใจ กลุ้มใจจังเลย ครั้นจะปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย สัมพันธภาพที่ดีก็มีอันขาดสะบั้น แต่ครั้นจะตอบตกลงก็ทำไม่ได้เพราะสุดท้ายแล้ว การเซย์เยส (say yes) ก็อาจทำให้ตัวเองต้องลำบาก หรือยุ่งยากใจ ถึงขนาดมีผลสำรวจออกมาเตือนกันเลยทีเดียว ว่าการฝืนตอบตกลง ในขณะที่ใจตัวเองอยากปฏิเสธนั้น ส่งผลให้เกิดภาวะเครียด ปวดหัว ปวดไหล่ และมีบางรายถึงขั้นนอนไม่หลับด้วย
      
       
น่ากลัวมิใช่น้อย!
      
       ไม่รอช้า มาศึกษากันดีกว่า ว่าหลักในการตอบปฏิเสธแบบมีมารยาทเป็นอย่างไร เทคนิคการตอบปฏิเสธให้เนียน แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น มีอะไรบ้าง เผื่อสาวๆ จะนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองได้ไงล่ะ

       หลักการเบื้องต้น ที่จะทำให้คุณตอบปฏิเสธได้อย่างมีมารยาทนั้น แนะนำให้ท่อง 3 คำนี้ไว้เสมอ “จริงใจ ใจเย็น และสุภาพ” นั่นคือ ก่อนจะตอบปฏิเสธใครสักคนให้คุณทำใจเย็นๆ แล้วตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
      
       
ส่วนเรื่องของการตอบปฏิเสธให้ดูจริงใจนั้น หลักการสำคัญก็คือ ต้องตอบปฏิเสธในระยะเวลาอันรวดเร็ว อย่าเพิกเฉยเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสียดื้อๆ หรือทำทีเป็นคิดนาน กว่าจะเปิดปากปฏิเสธได้ ก็ปล่อยให้คนถามรอไปนานโข ทำเยี่ยงนั้นไม่น่ารักสุดๆ แถมยังทำให้คู่สนทนามองว่า คุณไม่จริงใจกับเขาเอาเสียเลยดังนั้นหากจะปฏิเสธให้พูดออกไปตรง ๆ อย่ารอช้า อย่าคิดนาน จะดูจริงใจที่สุด
      
       
6 เทคนิคการปฏิเสธขั้นเทพ
      
       
1) ตอบปฏิเสธออกไปตรงๆ โดยพูดเน้นคำว่า “ไม่” สัก 2 ครั้ง เพื่อให้คู่สนทนารู้ว่า คุณไม่ต้องการ หรือทำในสิ่งที่เขาขอร้องไม่ได้จริงๆ ก่อนปิดท้ายด้วยคำว่า “ขอบคุณ” ให้ดูดีมีมารยาท
      
       
ตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ หลายคนต้องพบเจออยู่เป็นประจำ เช่น หากมีใครมาชวนไปทานข้าวกลางวัน แต่คุณไม่อยากไป หรือไปไม่ได้ให้ตอบว่า “ไม่ค่ะ ฉันไปไม่ได้จริงๆ ขอบคุณค่ะที่ชวน”
      
       
2) การสะท้อนถึงคำว่า “ไม่” สำหรับเทคนิคนี้มีหลักการคือ ก่อนคุณจะปฏิเสธนั้น ให้คุณขึ้นต้นด้วยประโยคที่สื่อได้ว่า คุณรู้ในสิ่งที่คนชวนต้องการ แต่คุณก็ไปด้วยไม่ได้จริงๆ (สะท้อนให้เขารู้ ว่าคุณเข้าใจความต้องการหรือเจตนาเขา ก่อนจะตอบปฏิเสธ)
      
       
ตัวอย่าง “ฉันทราบค่ะว่าคุณอยากคุยกับฉัน เกี่ยวกับแผนงานประจำปีในมื้อกลางวันนี้ แต่ฉันไปด้วยไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
      
       
3) บอกเหตุผลในการปฏิเสธ สำหรับเทคนิคนี้ ต้องเน้นนะคะว่า ให้บอกเหตุผลในการปฏิเสธเพียงสั้นๆ เท่านั้น เอาแบบ สั้น ง่าย ได้ใจความ อย่าเยิ่นเย้อ หรือชักแม่น้ำทั้ง 5 มาสาธยาย เพราะนั่นจะยิ่งทำให้ดูน่ารำคาญ และไม่จริงใจ เหมือนพยายามหาข้ออ้างมาปฏิเสธมากกว่า
      
       
ตัวอย่าง “ฉันคงไปทานข้าวเย็นกับคุณไม่ได้ เพราะมีงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในค่ำนี้”
       4) ปฏิเสธแบบต่อรอง อันนี้เป็นมุมมองการปฏิเสธแบบนักธุรกิจสักหน่อย หลักการอยู่ที่ว่า หากคุณทำในสิ่งที่เขาขอร้อง หรือชักชวนในครั้งนี้ไม่ได้ ก็ให้ยื่นข้อเสนอไปว่า เอาไว้คราวหน้าได้ไหม?
      
       
ตัวอย่าง “ฉันไปทานข้าวกับคุณวันนี้ไม่ได้จริงๆ เอาไว้เป็นโอกาสหน้าก็ได้ไหมคะ”
       

       5) การปฏิเสธแล้วถามกลับ เทคนิคข้อนี้มีหลักการคือ เมื่อพูดปฏิเสธไปแล้ว ให้ยิงคำถามกลับไปทันที
      
       
ตัวอย่าง (ขอยกตัวอย่างประโยคการปฏิเสธที่แอบหยอดคนชวนไว้เล็กๆ) “เราคงไปทานข้าวมือกลางวันในวันนี้ไม่ได้จริงๆ แต่มันจะมีโอกาสหน้าอีกไหมคะ ที่เราจะได้ไปทานด้วยกัน”
      
       
6) ทวนคำปฎิเสธ เทคนิคสุดท้ายนี้ ถือว่าได้รับความนิยมที่สุด เพราะเป็นเทคนิคการพูดที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า เราใส่ใจเขา และในความจริงแล้ว เราเองก็ไม่ปฏิเสธเขาแต่มันจำเป็นต้องปฏิเสธจริงๆ นั่นคือ เทคนิคการทวนคำปฏิเสธหลายๆ รอบ ด้วยประโยคต่อๆ กัน
      
       
ตัวอย่าง “เราคงไปทานข้าวกับเธอไม่ได้จริงๆ อยากไปด้วยนะแต่ไปไม่ได้ จริงๆ นะ ถ้าไปได้วันนี้คิดว่าจะเลี้ยงเธอเลย แต่มันไปไม่ได้จริงๆ” (แอบขำทำเป็นเนียนว่าจะเลี้ยงเขาซะด้วย)
      
       
หวังว่าเทคนิคการปฏิเสธแบบเนียนๆ ทั้ง 6 แบบนี้ จะเป็นประโยชน์กับคุณสาวๆ ขี้เกรงใจทั้งหลายบ้างนะคะ เพราะในบางสิ่งที่เราไม่ยินดีจะทำ ก็ต้องลดความเหนียมกล้าปฏิเสธเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาลำบากใจทีหลังจนเครียดกันอีกจริงไหมคะ
       


ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"มุ้งนาโน" ฆ่ายุงตายภายใน 6 นาที


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ภาพเส้นใยสำหรับทอมุ้งที่ผสมสารฆ่ายุง ซึ่งมียุงตายอยู่หลายตัว
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ผอ.นาโนเทค (กลางซ้าย) และ ดร.วีระชัย รมต.วิทย์ (กลางขวา) สาธิตมุ้งนาโนผสมสารฆ่ายุง

ยุงที่นำไปใส่ไว้ในเส้นใยมุ้งที่มีผสมสารฆ่ายุง ทยอยตายหลายตัว

"นาโนเทค" พัฒนามุ้งผสมสารสกัดเลียนแบบ "เก๊กฮวย-ดาวเรือง" ฆ่ายุงตายจากเส้นใยภายใน 6 นาที ทำได้ทั้งแบบเคลือบและผสมลงในเส้นใย ระบุไม่เป็นอันตรายต่อคน เพราะมีตัวรับสารต่างกันจากแมลงและเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
      
       ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) พร้อม ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเปิดตัว "มุ้งนาโนฆ่า่ยุง" ที่ผสมสาร "เดลตาเมธริน" (Deltamethrin) สารสังเคราะห์เลียนแบบสารในกลุ่ม "ไพเรธรอยด์" (Pyretroid) สารสกัดธรรมชาติจากดอกดาวเรืองและเก๊กฮวย ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการแนะนำให้ใช้จากองค์การอนามัยโลก (WHO)
      
       เมื่อตัวรับ (Receptor) ที่ปลายขาของยุง ได้รับสารดังกล่าวจากการชนหรือสัมผัสกับมุ้งที่ผสมสารดังกล่าว จะทำให้ยุงบินช้าลงและตายในที่สุด ทั้งนี้ ยุงแต่ละชนิดมีความไวต่อสารสังเคราะห์ชนิดนี้ได้ต่างกัน โดยยุงรำคาญและยุงก้นปล่องจะไวต่อสารชนิดนี้มากที่สุด โดยจะตายภายใน 6 นาทีหลังจากได้รับสาร แต่คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีตัวรับสารดังกล่าวจึงไม่ได้รับอันตรายเช่นเดียวกับยุง
      
       ในกระบวนการผลิตนั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ เคลือบสารเดลตาเมธรินลงบนเส้นใยสำหรับมุ้งที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยฝ้าย และผสมสารชนิดนี้ลงในเม็ดพลาสติกเพื่อขึ้นรูปเป็นเส้นใย ซึ่งในวิธีการหลังนั้นทำให้เก็บสารที่ผลต่อการฆ่ายุงได้นานกว่าการนำมุ้งไปชุบ 5 เท่า
      
       ด้าน ดร.ศิระศักดิ์ เทพาคำ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาธุรกิจ นาโนเทค อธิบายว่า จำเป็นต้องใช้สารสังเคราะห์เลียนแบบสารสกัดจากดาวเรือง เนื่องจากสารสกัดจากธรรมชาติจะสลายตัวเมื่อผ่านความร้อน ทั้งนี้หากใช้สารที่คั้นจากดอกดาวเรืองหรือดอกเก๊กฮวยไปฆ่ายุงจะทำให้ยุงตายได้เช่นกัน
      
       พร้อมกันนี้ ดร.วีระชัยกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทยซึ่งส่งออกมุ้งเป็นอันดับต้นๆ และยังประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกสิ่งทอ หรือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยผลิตชุดกันยุงสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงผลิตเครื่องนุ่งห่มกันยุงให้แก่ตำรวจและทหารในจังหวัดชายแดนได้
      
       อย่างไรก็ดี นวัตกรรมเส้นใยมุ้งที่ผสมสารนาโนนี้ เพิ่งประสบความสำเร็จในระดับห้องปฎิบัติการ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมหากจะพัฒนาให้มีการผลิตจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์ต่อไป.

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผีพนันเข้าสิง 'เด็ก' ใครคือตัวการ !?!


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
"ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล"
       ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทย ณ เวลานี้ เด็กและเยาวชนกำลังถูกรุมล้อมด้วยอบายมุขอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพนันที่แทรกซึมอยู่ทุกหย่อมหญ้า และพร้อมเข้ามาทำลายอนาคตของเด็กๆ ได้ทุกเมื่อ
      
       ทพญ.กุณฑีรา ตันติรังสี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันมีสิ่งล่อตาล่อใจเกี่ยวกับการพนันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ กีฬา ซึ่งเริ่มระบาดมาตั้งแต่เด็กประถมขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจุดเริ่มต้นในการแก้ไขอยู่ที่ครอบครัว พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เข้าใจว่าเกมเล่นได้เพื่อความสนุกสนานอย่าคิดเอาจริงเอาจัง
      
       ขณะที่ "ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล" อาจารย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และผู้แทนโครงการติดตามสภาวะการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch) ได้กล่าวถึงสาเหตุว่า จากผลสำรวจของ Child Watch ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กกับการพนันมีปัจจัยอยู่ 3 ด้าน คือ การศึกษา สังคม และสุขภาพ
      
       "คนส่วนใหญ่มองว่า สาเหตุหลักๆ มาจากการการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ที่ยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวดและเด็ดขาด รวมถึงระบบการศึกษาที่ไม่มีการสอนเรื่องโทษของการพนันอย่างจริงจัง อีกทั้งเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ใช้คำพูดสื่อถึงการพนันและคำท้าทายกันจนติดปาก เช่น พนันกันไหมว่าวันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ เลย การหลีกเลี่ยงให้เด็กออกห่างจากการพนัน พ่อแม่ต้องให้เวลาอยู่กับลูก ถ้ามีความรักความอบอุ่นทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น อยากให้ลูกเป็นแบบไหนก็ทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นและเขาจะปฏิบัติตามเอง" ผู้แทนโครงการ Child Watch ให้คำแนะนำ
      
       ด้านเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่าง "ทับทิม - อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์" ดารานักแสดง บอกว่า โชคดีที่คนในครอบครัว และคนรอบข้างไม่มีใครติดการพนันเลย เพราะทุกคนรู้ดีว่า "การพนัน" คือการเสี่ยงโชคจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความบังเอิญ จึงอยากให้ทุกคนหันมาพึ่งความสามารถของตัวเองด้วยการเก็บออมเงิน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ซึ่งส่วนตัวเธอเองก็เรียนมาทางด้านการบริหาร จึงรู้จักการเก็บเงินและนำไปลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะจะได้ฝึกทักษะควบคู่ไปกับการเรียน ถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ต้องพึ่งดวงจากการเสี่ยงโชคเหมือนกับการเล่นพนัน
      
       เช่นเดียวกับ "อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา" ถึงแม้จะเคยพบเห็นคนรอบข้างเล่นการพนัน ทั้งในรูปแบบต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน "ผมเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เป็นประจำก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของการพนัน แม้จะไม่ใช่การพนันด้วยเงินทองหรือของมีค่า แต่เป็นการพนันด้วยคำพูดในการแข่งขันว่าใครจะแพ้หรือชนะ ซึ่งมันสามารถปลูกฝังให้เราติดนิสัยของการพนันขันแข่งได้ ซึ่งผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดท้าทายกลับไป"
      
       อย่างไรก็ตาม ดาราหนุ่มคนนี้ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า การปลูกฝังเรื่องโทษของการพนันควรเริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวจะดีที่สุด เพราะถ้าคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ แล้ว พวกเขาจะมีภูมิคุ้มกัน เมื่อถึงเวลาต้องออกไปเผชิญกับสังคมนอกบ้าน ที่เต็มไปด้วยการพนันและอบายมุขต่างๆ เด็กจะรู้จักการหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนัน และจะเป็นการดีที่ทุกคนช่วยให้สังคมและอนาคตของชาติอยู่ห่างไกลจากการพนันได้
อ๊อฟ-ชนะพล, ทับทิม- อัญรินทร์ และจอห์น-วิญญู (เรียงจากซ้ายไปขวา)