วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"มุ้งนาโน" ฆ่ายุงตายภายใน 6 นาที


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ภาพเส้นใยสำหรับทอมุ้งที่ผสมสารฆ่ายุง ซึ่งมียุงตายอยู่หลายตัว
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ผอ.นาโนเทค (กลางซ้าย) และ ดร.วีระชัย รมต.วิทย์ (กลางขวา) สาธิตมุ้งนาโนผสมสารฆ่ายุง

ยุงที่นำไปใส่ไว้ในเส้นใยมุ้งที่มีผสมสารฆ่ายุง ทยอยตายหลายตัว

"นาโนเทค" พัฒนามุ้งผสมสารสกัดเลียนแบบ "เก๊กฮวย-ดาวเรือง" ฆ่ายุงตายจากเส้นใยภายใน 6 นาที ทำได้ทั้งแบบเคลือบและผสมลงในเส้นใย ระบุไม่เป็นอันตรายต่อคน เพราะมีตัวรับสารต่างกันจากแมลงและเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
      
       ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) พร้อม ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเปิดตัว "มุ้งนาโนฆ่า่ยุง" ที่ผสมสาร "เดลตาเมธริน" (Deltamethrin) สารสังเคราะห์เลียนแบบสารในกลุ่ม "ไพเรธรอยด์" (Pyretroid) สารสกัดธรรมชาติจากดอกดาวเรืองและเก๊กฮวย ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการแนะนำให้ใช้จากองค์การอนามัยโลก (WHO)
      
       เมื่อตัวรับ (Receptor) ที่ปลายขาของยุง ได้รับสารดังกล่าวจากการชนหรือสัมผัสกับมุ้งที่ผสมสารดังกล่าว จะทำให้ยุงบินช้าลงและตายในที่สุด ทั้งนี้ ยุงแต่ละชนิดมีความไวต่อสารสังเคราะห์ชนิดนี้ได้ต่างกัน โดยยุงรำคาญและยุงก้นปล่องจะไวต่อสารชนิดนี้มากที่สุด โดยจะตายภายใน 6 นาทีหลังจากได้รับสาร แต่คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่มีตัวรับสารดังกล่าวจึงไม่ได้รับอันตรายเช่นเดียวกับยุง
      
       ในกระบวนการผลิตนั้นแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ เคลือบสารเดลตาเมธรินลงบนเส้นใยสำหรับมุ้งที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติหรือเส้นใยฝ้าย และผสมสารชนิดนี้ลงในเม็ดพลาสติกเพื่อขึ้นรูปเป็นเส้นใย ซึ่งในวิธีการหลังนั้นทำให้เก็บสารที่ผลต่อการฆ่ายุงได้นานกว่าการนำมุ้งไปชุบ 5 เท่า
      
       ด้าน ดร.ศิระศักดิ์ เทพาคำ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาธุรกิจ นาโนเทค อธิบายว่า จำเป็นต้องใช้สารสังเคราะห์เลียนแบบสารสกัดจากดาวเรือง เนื่องจากสารสกัดจากธรรมชาติจะสลายตัวเมื่อผ่านความร้อน ทั้งนี้หากใช้สารที่คั้นจากดอกดาวเรืองหรือดอกเก๊กฮวยไปฆ่ายุงจะทำให้ยุงตายได้เช่นกัน
      
       พร้อมกันนี้ ดร.วีระชัยกล่าวว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของไทยซึ่งส่งออกมุ้งเป็นอันดับต้นๆ และยังประยุกต์ใช้กับเสื้อผ้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกสิ่งทอ หรือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยผลิตชุดกันยุงสำหรับนักท่องเที่ยว รวมถึงผลิตเครื่องนุ่งห่มกันยุงให้แก่ตำรวจและทหารในจังหวัดชายแดนได้
      
       อย่างไรก็ดี นวัตกรรมเส้นใยมุ้งที่ผสมสารนาโนนี้ เพิ่งประสบความสำเร็จในระดับห้องปฎิบัติการ ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมหากจะพัฒนาให้มีการผลิตจำนวนมาก ในอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์ต่อไป.

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผีพนันเข้าสิง 'เด็ก' ใครคือตัวการ !?!


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
"ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล"
       ปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมไทย ณ เวลานี้ เด็กและเยาวชนกำลังถูกรุมล้อมด้วยอบายมุขอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพนันที่แทรกซึมอยู่ทุกหย่อมหญ้า และพร้อมเข้ามาทำลายอนาคตของเด็กๆ ได้ทุกเมื่อ
      
       ทพญ.กุณฑีรา ตันติรังสี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันมีสิ่งล่อตาล่อใจเกี่ยวกับการพนันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ กีฬา ซึ่งเริ่มระบาดมาตั้งแต่เด็กประถมขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ รวมถึงสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจุดเริ่มต้นในการแก้ไขอยู่ที่ครอบครัว พ่อแม่ต้องสอนลูกให้เข้าใจว่าเกมเล่นได้เพื่อความสนุกสนานอย่าคิดเอาจริงเอาจัง
      
       ขณะที่ "ศิริกาญจน์ ธนวัฒน์เดชากุล" อาจารย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และผู้แทนโครงการติดตามสภาวะการณ์เด็กและเยาวชน (Child Watch) ได้กล่าวถึงสาเหตุว่า จากผลสำรวจของ Child Watch ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กกับการพนันมีปัจจัยอยู่ 3 ด้าน คือ การศึกษา สังคม และสุขภาพ
      
       "คนส่วนใหญ่มองว่า สาเหตุหลักๆ มาจากการการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นการบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ที่ยังไม่มีมาตรการที่เข้มงวดและเด็ดขาด รวมถึงระบบการศึกษาที่ไม่มีการสอนเรื่องโทษของการพนันอย่างจริงจัง อีกทั้งเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ใช้คำพูดสื่อถึงการพนันและคำท้าทายกันจนติดปาก เช่น พนันกันไหมว่าวันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ เลย การหลีกเลี่ยงให้เด็กออกห่างจากการพนัน พ่อแม่ต้องให้เวลาอยู่กับลูก ถ้ามีความรักความอบอุ่นทุกสิ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น อยากให้ลูกเป็นแบบไหนก็ทำตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นและเขาจะปฏิบัติตามเอง" ผู้แทนโครงการ Child Watch ให้คำแนะนำ
      
       ด้านเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่าง "ทับทิม - อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์" ดารานักแสดง บอกว่า โชคดีที่คนในครอบครัว และคนรอบข้างไม่มีใครติดการพนันเลย เพราะทุกคนรู้ดีว่า "การพนัน" คือการเสี่ยงโชคจะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความบังเอิญ จึงอยากให้ทุกคนหันมาพึ่งความสามารถของตัวเองด้วยการเก็บออมเงิน ใช้จ่ายอย่างประหยัด ซึ่งส่วนตัวเธอเองก็เรียนมาทางด้านการบริหาร จึงรู้จักการเก็บเงินและนำไปลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว เพราะจะได้ฝึกทักษะควบคู่ไปกับการเรียน ถ้ามีการวางแผนที่ดีก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้นหลายเท่าตัว ไม่ต้องพึ่งดวงจากการเสี่ยงโชคเหมือนกับการเล่นพนัน
      
       เช่นเดียวกับ "อ๊อฟ-ชนะพล สัตยา" ถึงแม้จะเคยพบเห็นคนรอบข้างเล่นการพนัน ทั้งในรูปแบบต่างๆ มากมายในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนัน "ผมเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ เป็นประจำก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของการพนัน แม้จะไม่ใช่การพนันด้วยเงินทองหรือของมีค่า แต่เป็นการพนันด้วยคำพูดในการแข่งขันว่าใครจะแพ้หรือชนะ ซึ่งมันสามารถปลูกฝังให้เราติดนิสัยของการพนันขันแข่งได้ ซึ่งผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดท้าทายกลับไป"
      
       อย่างไรก็ตาม ดาราหนุ่มคนนี้ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า การปลูกฝังเรื่องโทษของการพนันควรเริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวจะดีที่สุด เพราะถ้าคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ แล้ว พวกเขาจะมีภูมิคุ้มกัน เมื่อถึงเวลาต้องออกไปเผชิญกับสังคมนอกบ้าน ที่เต็มไปด้วยการพนันและอบายมุขต่างๆ เด็กจะรู้จักการหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนัน และจะเป็นการดีที่ทุกคนช่วยให้สังคมและอนาคตของชาติอยู่ห่างไกลจากการพนันได้
อ๊อฟ-ชนะพล, ทับทิม- อัญรินทร์ และจอห์น-วิญญู (เรียงจากซ้ายไปขวา)

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ตอนที่ 2



โดย เอมอร คชเสนี
       ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ว่า สามารถทำให้เกิดอาการบาดเจ็บอะไรขึ้นได้บ้าง วันนี้จะกล่าวถึงอาการบาดเจ็บประเภทต่างๆ และวิธีการปฐมพยาบาลค่ะ
     
       - การเคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น
     
       นอกจากจะเกิดจากการเล่นกีฬาแล้ว ยังอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว หรือการยกของหนัก จะมีอาการปวด บวม และ เขียวช้ำ ให้ประคบเย็น แล้วใช้ยาสำหรับทาบรรเทาอาการฟกช้ำ หรือบรรเทาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรถูนวดแรงๆ ควรถอดเครื่องประดับ เช่น สร้อยข้อมือ กำไล แหวน เพราะบริเวณที่บาดเจ็บจะบวม การใส่เครื่องประดับอาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
     
       - การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลัง
     
       บริเวณกล้ามเนื้อหลัง นอกจากกล้ามเนื้อแล้วยังมีเส้นประสาทอยู่ในโพรงกระดูกสันหลัง หากเกิดการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลัง อาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทได้ การบาดเจ็บอาจเนื่องมาจากการเล่นกีฬาที่หนักเกินไป เช่น วิ่งเป็นเวลานาน หรือเล่นเทนนิส นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะ เช่น การเอื้อม การหมุนตัว หรือ การก้ม หากมีอาการปวดหลังควรนอนพักให้มาก หยุดกิจกรรมที่ทำสักระยะ ไม่ควรก้มหรือบิดตัวในระยะนี้ อาจประคบร้อนหลังจากวันแรกที่เกิดการบาดเจ็บ เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ให้เริ่มออกกำลังกายเบาๆ เพราะการนอนพักต่อไปอาจทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแอได้
     
       - เอ็นส้นเท้าอักเสบ
     
       เส้นเอ็นที่ส้นเท้าจะอยู่ใต้ฝ่าเท้า เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น เวลาเคลื่อนไหวจะเจ็บปวด หรือเกิดความรำคาญ หากยังฝืนใช้งานหนักต่อไป อาจทำให้เกิดการฉีกขาดได้ เมื่อมีอาการเจ็บปวด ให้งดเล่นกีฬาจนกว่าจะหายดี
     
       - เอ็นร้อยหวายขาด
     
       เอ็นร้อยหวายเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อน่องและหัวเข่า อาจเกิดการฉีกขาดเนื่องจากการวิ่ง หรือข้อเท้าแพลง ควรประคบเย็น รัดด้วยผ้ายืด ใส่เฝือก และไปพบแพทย์
     
       - กล้ามเนื้อบริเวณต้นขาหรือขาหนีบฉีกขาด
     
       ส่วนใหญ่มักเกิดกับนักกรีฑา เนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางการวิ่งกะทันหัน การออกตัวอย่างรวดเร็ว หรือหยุดวิ่งแล้วกลับมาวิ่งอีกทันที จะมีอาการปวดบริเวณขาหนีบตรงง่ามขา ให้ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก และควรหยุดเล่นกีฬาประมาณ 2 สัปดาห์ พักให้อาการหายดีก่อน แล้วใช้วิธียืดกล้ามเนื้อจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
     
       - ผิวหนังบวมพอง
     
       เกิดจากการเสียดสี เช่น การจับไม้แบด แร็กเก็ตเทนนิส ไม้กอล์ฟ หรือใส่รองเท้าที่ไม่พอดี จะเกิดเป็นตุ่มน้ำใสๆ ตรงบริเวณผิวหนังที่ถูกเสียดสี หากปล่อยทิ้งไว้ก็สามารถหายเองได้ ใช้เวลา 2-3 วันตุ่มน้ำจะแตกออก ร่างกายจะสร้างเซลล์ผิวหนังขึ้นมาใหม่ หากต้องการใช้เข็มเจาะเอาน้ำออก ควรใช้เข็มที่สะอาด และอย่าทำให้หนังที่หุ้มอยู่หลุดออก หลังจากนั้นผิวหนังใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนเช่นกัน
     
       - โดนกระแทกเบ้าตา
     
       ส่วนใหญ่เกิดจากกีฬาประเภทลูกบอลกระแทกอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการช้ำใต้ตา เลือดออกในลูกตา ให้ล้างตา ปิดตาทั้งสองข้าง และไปพบแพทย์
     
       - กระดูกหัก
     
       หากเล่นกีฬาอย่างรุนแรงโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้กระดูกหักได้ วิธีการปฐมพยาบาลได้กล่าวไว้อย่างละเอียดในตอนที่แล้ว
     
       - กระดูกเคลื่อนหรือหลุด
     
       การถูกกระแทก ดึง หรือหมุนแรงๆ อาจทำให้กระดูกเคลื่อนหลุดออกมาจากเบ้า ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ และมีอาการเจ็บปวด พยายามให้ผู้บาดเจ็บเคลื่อนไหวน้อยที่สุด แล้วนำส่งแพทย์ ห้ามจับข้อกระดูกให้กลับเข้าที่ด้วยตัวเอง
     
       - ถุงน้ำในข้อเสื่อม
     
       ข้อต่างๆ ภายในร่างกายจะมีถุงน้ำรองรับการกระแทกและช่วยในการเคลื่อนไหว อาการถุงน้ำในข้อเสื่อมจะทำให้เกิดอาการปวดข้อเวลาที่เคลื่อนไหวมากๆ หรือทำซ้ำท่าเดิมบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์ และเลือกออกกำลังกายที่ไม่หนักมาก
     
       - เป็นตะคริว
     
       กล้ามเนื้อเป็นตะคริวจะไม่มีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วหายไปในเวลาไม่กี่นาที แต่หากมีอาการมากก็อาจปวดอยู่นานเป็นชั่วโมง อย่างไรก็ตาม อาการจะหายไปได้เองในที่สุด ตะคริวอาจเกิดจากร่างกายขาดแร่ธาตุ เช่น โปแตสเซียม ขาดน้ำ หายใจเร็วกว่าปกติ หรือเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นไม่พอ การปฐมพยาบาลทำได้โดยค่อยๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว

“ปลาหมึก” กับผลต่อสุขภาพ

เอมอร คชเสนีฟังเสียงและภาพประกอบจาก Manager Multimedia
โดย เอมอร คชเสนี
       คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show
      
       ควันหลงจากฟุตบอลโลก 2010 ที่เพิ่งจะปิดฉากลง ข่าวดังที่ตีคู่มากับทีมฟุตบอลที่เข้ารอบและได้แชมป์ ก็คือ ข่าวของ “ปลาหมึกพอล” ที่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นปลาหมึกพยากรณ์ที่แม่นแบบจับวาง หลายคนหันมากิน “ปลาหมึก” เป็นอาหารหลัก ด้วยความแค้นเจ้าหมึกพอลที่เสี่ยงทายให้ทีมในดวงใจต้องพ่ายแพ้ในศึกลูกหนังครั้งนี้ กินปลาหมึกแล้วก็แซวกันต่อว่า “ระวังคอเลสเตอรอลในเลือดจะพุ่งกระฉูดนะ” เท็จจริงเป็นอย่างไร ไปติดตามข้อมูลกันค่ะ
       

       คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย ร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เองส่วนหนึ่ง และได้จากอาหารอีกส่วนหนึ่ง หากจะพูดถึงปริมาณคอเลสเตอรอลในอาหารทะเล อาจจะกล่าวได้ว่า ปลาหมึกจัดเป็นอาหารทะเลที่มีคอเลสเตอรอลสูงที่สุด
      
       อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลหลายชิ้น ที่ระบุตรงกันว่า เราอย่าได้กลัวคอเลสเตอรอลจากอาหารเกินไปนักเลย โดยเฉพาะอาหารทะเลซึ่งถือเป็นอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสีและไอโอดีน แม้ว่าปลาหมึกจะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็จัดเป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ ซึ่งมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดของคนทั่วไปไม่มากนัก
      
       ส่วนอาหารที่เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด คืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ ไขมันนม เนย รวมถึงไขมันทรานส์ซึ่งพบมากในมาการีน เนยขาว ครีมเทียม และอาหารที่มีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เช่น เค้ก คุกกี้ พาย ขนมอบต่างๆ
      
       ดังนั้น การควบคุมระดับคอเลสเตอรอล จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง มากกว่าการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เนื่องจากวัตถุดิบที่ร่างกายใช้ผลิตคอเลสเตอรอลแหล่งใหญ่ๆ ไม่ใช่คอเลสเตอรอลจากอาหาร แต่เป็นไขมันอิ่มตัวจากอาหาร
       นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก ดร.สุพิศ ทองรอด นักวิชาการด้านอาหารของกรมประมง ที่ระบุว่า ถึงแม้ปลาหมึกจะมีคอเลสเตอรอลสูง แต่ก็มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้
      
       บางคนมีระดับคอเลสเตอรอลสูงจากกรรมพันธุ์และวัย แต่หากไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ไม่เครียดมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่สูบบุหรี่ ก็ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไป
      
       สิ่งที่ควรระมัดระวังจากปลาหมึก น่าจะเป็นโลหะหนักที่สะสมในสัตว์ทะเล เช่น แคดเมียม
       เคยมีการสุ่มตรวจปลาหมึก ทั้งที่มีขายทั่วไปในไทยและที่ส่งออก ผลปรากฏว่าพบปลาหมึกที่ปนเปื้อนสารแคดเมียม มีทั้งที่ไม่เกินเกณฑ์และที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ปริมาณแคดเมียมในอาหารที่ยอมรับได้คือ ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
      
       แคดเมียมเป็นโลหะหนักที่ใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้า กระดาษ หมึกพิมพ์ และสี เศษแคดเมียมจะสะสมในดินและดินตะกอนใต้น้ำ

      
       ปลาหมึกแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารแคดเมียมไม่เท่ากัน โดยจะพบแคดเมียมในปลาหมึกสายและปลาหมึกกระดองมากกว่าปลาหมึกกล้วย เนื่องจากปลาหมึกกล้วยหากินกลางทะเล ส่วนปลาหมึกสายและปลาหมึกกระดองหากินตามผิวดินเขตน้ำตื้น ซึ่งตะกอนดินในเขตน้ำตื้นจะมีโลหะหนักสะสมอยู่มากกว่า ดังนั้น หากเลือกได้ กินปลาหมึกกล้วยจะปลอดภัยกว่าปลาหมึกสายหรือปลาหมึกกระดอง
       แคดเมียมจะสะสมอยู่มากในไส้มากกว่าส่วนเนื้อ โดยเฉพาะในมันและถุงทราย ดังนั้นการควักไส้ปลาหมึกออกทิ้ง แล้วล้างให้สะอาด จะช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น
      
       หากร่างกายได้รับแคดเมียมในปริมาณต่ำๆ จะไปสะสมในไต เช่นเดียวกับโลหะหนักอีกหลายชนิด หากร่างกายสะสมแคดเมียมมากเกินไป ในระยะยาวอาจทำให้เกิดโรคกระดูกโปร่งบางหรือกระดูกพรุน โดยจะไปรบกวนการทำงานของวิตามินดี แคลเซียม และคอลลาเจน
      
       ส่วนพิษเฉียบพลันของแคดเมียม หากได้รับปริมาณมากๆ ในคราวเดียว อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เป็นตะคริว หรือท้องเสียอย่างแรงได้ โลหะหนักหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ จึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินในเด็กให้ดี
      
       นอกจากโลหะหนักแล้ว สารเคมีอันตรายที่อาจพบได้ในปลาหมึกก็คือ ฟอร์มาลีน ซึ่งมีการนำมาใช้กับอาหารทะเลและผักสด เพื่อให้คงความสด ไม่เน่าเสียเร็ว ก่อนซื้อควรดมดู หากมีฟอร์มาลีนจะได้กลิ่นฉุนชัดเจน
      
       หากรับประทานอาหารที่มีสารฟอร์มาลินตกค้าง อาจทำให้ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ปวดท้องรุนแรง อาเจียน ท้องเดิน หมดสติ และถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากสัมผัสอยู่เป็นประจำจะเกิดการสะสม ทำให้ผิวหนังระคายเคือง และอักเสบ มีผลเสียต่อการทำงานของตับ ไต หัวใจ และสมอง
      
       ปลาหมึกก็เหมือนกับอาหารอีกหลายชนิดในปัจจุบันที่อาจต้องเสี่ยงกับสารอันตราย อย่างไรก็ตาม หากคนเราได้รับสารพิษหรือโลหะหนักคราวละน้อยๆ ร่างกายจะสามารถขับออกได้บางส่วน ดังนั้น หากเรากินอย่างพอดี ไม่มากเกินไป ไม่บ่อยเกินไป เราก็ยังเอร็ดอร่อยกับเมนูปลาหมึกได้โดยไม่ต้องคอยห่วงเรื่องสารพิษ รวมถึงคอเลสเตอรอลค่ะ
       

นอนแยกเตียง เพิ่มรักหวาน?


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขอบคุณภาพจากเดลิเมล
       หากเอ่ยถึงการนอนแยกเตียงกันของคู่รักคู่แต่งงาน หลายคนคงมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ไม่ก็อาจมองว่าชีวิตคู่ของเขาและเธออาจมีปัญหาในด้านความสัมพันธ์ แต่ในหลาย ๆ ครอบครัว การแยกเตียงนอน หรือแยกห้องกันนอน กลับช่วยเพิ่มความสุขในการครองคู่ได้มากกว่าเดิม 
      
       สาเหตุของความสุขในชีวิตคู่ที่เพิ่มขึ้นมาจากการที่ทั้งสองฝ่ายสามารถนอนหลับสนิทได้ยาวนานกว่าเดิม ไม่ต้องทนกับเสียงกรน การพลิกตัว หรือการลุกไปเข้าห้องน้ำของคนที่นอนข้าง ๆ ที่อาจทำให้ตนเองนอนไม่หลับไปอีกนาน
      
       ดร.เนล สแตนลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้้านการนอนหลับคนหนึ่งของอังกฤษ และเป็นอีกคนหนึ่งที่นอนแยกเตียงกับภรรยามานานกว่า 9 ปี กล่าวให้ความเห็นว่า "หากคุณต้องนอนเตียงใหญ่ร่วมกับคู่รัก นั่นหมายถึงคุณจะมีพื้นที่ส่วนตัวน้อยลง และทำให้การนอนหลับไม่ใช่การพักผ่อนอย่างที่ร่างกายควรจะได้รับ"
      
       ไม่เพียงเท่านั้น เขายังระบุว่า คู่รักที่นอนหลับบนเตียงเดียวกันนั้นอาจมีพฤติกรรมระหว่างการนอนที่รบกวนการนอนของอีกฝ่ายได้ เช่น นอนกรน นอนกระสับกระส่าย หรือลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ 
      
       พร้อมกันนั้นเขายังได้ยกตัวอย่างถึงการนอนหลับในอดีตขึ้นมาประกอบด้วยว่า ในอดีตมีเพียงคนยากจนเท่านั้นที่ต้องนอนร่วมกัน เหตุเพราะคนจนไม่สามารถมีบ้านหลังใหญ่พอที่จะแยกห้องกันนอนได้
      
       ขณะที่ภาพการนอนหลับแสนโรแมนติกที่สื่อนำเสนอนั้นมักเป็นการนอนในอ้อมกอดของกันและกัน ดร.สแตนลีย์กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า "เรามักพบเห็นภาพจากหนังฮอลลีวูดถึงการนอนหลับของคู่รักที่แสนโรแมนติก เมื่อทั้งสองนอนหลับไปในอ้อมกอดของกันและกัน แต่ภาพเหล่านั้นอาจใช้ไม่ได้ในชีวิตจริงเสมอไป เพราะหากคุณลองได้นอนแล้ว มันอาจไม่รู้สึกสบายอย่างที่คิดก็เป็นได้"
      
       รายงานข่าวจากเดลิเมลยังได้ยกกรณีของไมค์และจีีน คอลลอม คู่แต่งงานชาวอังกฤษอีกรายหนึ่งที่นอนแยกเตียงติดต่อกันกว่า 8 ปีแล้ว ก่อนนอนพวกเขายังปฏิบัติกับคู่รักเหมือนเดิม คือกล่าวราตรีสวัสดิ์ และจูบลากัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนในห้องของตนเอง ซึ่งเธอยอมรับว่า การนอนแยกห้องกันนั้นคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ของทั้งสองยืนยาว
      
       ขณะที่ไมค์ผู้เป็นสามีกล่าวว่า "เพราะเราทั้งสองได้นอนหลับสนิทตลอดคืน เราจึงไม่ค่อยมีเรื่องขัดแย้งกันเหมือนคู่แต่งงานอื่น ๆ และทำให้การอยู่ร่วมกันในแต่ละวันเป็นไปด้วยดี"
      
       ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ทางเพศนั้น เขามองว่า การนอนแยกเตียงไม่ใช่ปัญหา เพราะหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดความต้องการ ก็สามารถมีกิจกรรมทางเพศได้ ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอนห้องใครห้องคนนั้นเหมือนเดิม
      
       ขณะที่อีกคู่หนึ่งคือ นาตาลี และแกเร็ธ สโนว์ ซึ่งแยกเตียงกันนอนเหตุเพราะฝ่ายหญิงไม่สามารถทนต่อเสียงกรนของฝ่ายชายได้ ยอมรับว่า เพื่อน ๆ ของเขาและเธอมองว่าการแยกเตียงกันนอนเป็นเรื่องประหลาด หลายคนคิดว่าเขาทั้งคู่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์
      
       "จริง ๆ แล้ว มันกลับตรงกันข้าม เรานอนแยกห้องกันเพราะต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ชีวิตคู่มีปัญหาต่างหาก เพราะไม่เช่นนั้น ฉันต้องปลุกสามีขึ้นมาทุกทีที่ฉันเริ่มทนกับเสียงกรนของเขาไม่ไหว" นาตาลีกล่าว
      
       "ถ้าคุณทั้งคู่สามารถนอนหลับได้สนิทบนเตียงเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการนอน แต่ถ้าคุณพบว่า คุณต้องตื่นบ่อย ๆ กลางดึก เพราะคู่รักที่นอนร่วมเตียงเดียวกับคุณ นั่นก็อาจทำให้คุณต้องมีการคุยกันว่าควรจะเปลี่ยนรูปแบบการนอนเพื่อให้ทุกฝ่ายมีโอกาสได้พักผ่อนอย่างเต็มที่หรือไม่" ดร.สแตนลีย์กล่าว
      
       อย่างไรก็ดี ปัญหาอีกประการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้คือความไม่เข้าใจกัน เมื่อคู่รักส่วนหนึ่งอาจเข้าใจว่า การนอนแยกเตียงนั้นอาจหมายถึงการที่อีกฝ่ายไม่ต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วยนั่นเอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพูดคุยทำความเข้าใจกัน โดยอาจจะชี้แจงว่า ต่างฝ่ายต่างยังรักกัน แต่ต้องแยกกันนอนเพื่อให้มีโอกาสในการพักผ่อนมากขึ้นนั่นเอง
      
       เรียบเรียงจากเดลิเมล

ทำไงดี! เมื่อลูกไปโรงเรียน

ทำไงดี! เมื่อลูกไปโรงเรียน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
       บทความโดย : อ.พญ.ศศิธร จันทรทิณ กุมารแพทย์ 
       
      
       คุณแม่หลายคนคงรู้สึกกังวลใจไม่น้อย กับลูกน้อยที่กำลังจะถึงวัยเข้าเรียนอีกไม่นาน เรามีวิธีรับมือค่ะ
      
       โดยปกติเด็กพร้อมที่จะจากบ้านไปเป็นตัวของตัวเองเมื่ออายุประมาณ 3-3 ขวบครึ่ง ซึ่งเด็กจะพูดรู้เรื่องช่วยตัวเองได้และอยู่ตามลำพังได้ โดยที่ไม่รู้สึกว่าพ่อแม่หายไปไหน เพราะเดี๋ยวก็ได้พบกัน ซึ่งเด็กแต่ละคนก็จะแตกต่างกัน บางคนก็พร้อมจะไปโรงเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ บางคน 3 ขวบครึ่งก็ยังงอแงอยู่ แต่โดยเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ 3-3 ขวบครึ่ง เพราะฉะนั้นการที่เจ้าตัวเล็กจะไปโรงเรียน ซึ่งถือเป็นสถานที่แปลกใหม่ ได้พบผู้คนมากหน้าหลายตาโดยเฉพาะเด็กในวัยเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ
      
       แต่ก่อนที่เด็กจะไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมการแต่เนิ่นๆ ควรจะให้เด็กรู้หรือห่างเราบ้าง ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเองทีละน้อย เช่น หัดรับประทานข้าวเอง อาบน้ำเอง ทำความสะอาดตนเอง หรือเล่นอยู่ตามลำพัง ปล่อยให้เขามีเวลาอยู่ตามลำพัง และฝึกการนอนให้เป็นเวลา โดยเฉพาะที่โรงเรียนจะมีช่วงเวลาให้เด็กนอน คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาระบบในโรงเรียนล่วงหน้า เพื่อมาจัดระบบที่บ้าน และให้เด็กฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง และถ้าจะให้เด็กไปโรงเรียน ควรให้เด็กไปรู้จักหรือคุ้นเคยสถานที่ที่จะไป ให้เด็กรู้จักคุณครู และให้เด็กรู้สึกเคยชิน ทำให้เด็กไม่รู้สึกแปลกกับสถานที่ และพูดถึงโรงเรียนในลักษณะที่ดีอยู่เสมอ
      
       แม้จะได้มีการเตรียมตัวมาดีแล้ว แต่อย่าพึ่งนอนใจ ในวันแรกที่เด็กไปโรงเรียน หลายคนมักร้องไห้ ไม่อยากจากพ่อแม่ไปไหน บางคนอาจร้องเป็นอาทิตย์ หรือร้องเอาวันที่ 2 บางคนเกิดความกระตือรือร้นในตอนแรก ไม่กี่วันก็ไม่อยากไปเสียแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นการปรับตัวตามวัย และตามพัฒนาการของเด็กค่ะ ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด คิดดูว่าตั้งแต่เขาเกิดมาก็อยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา แล้ววันหนึ่งต้องไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ จะรักเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ เข้าทำนองว่ากลัวไว้ก่อน แต่อีกใจก็อยากมีเพื่อน ซึ่งทั้ง 2 อารมณ์จะต่อสู้กันอยู่ในใจประมาณ 2-3 อาทิตย์ จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การเตรียมพร้อมที่จะรับมือต่อสถานการณ์เหล่านี้ในวันแรกๆ ที่ลูกไปโรงเรียน
      
       1. ลูกร้องไห้ ขอให้คุณแม่ทำตัวปกติ ตั้งสติให้ดี เข้าใจและยอมรับการร้องให้ว่าเกิดขึ้นได้ อาจบอกลูกอย่างมั่นคงว่า หนูมาโรงเรียน แม่ไปทำงาน เสร็จงานแล้วจะมารับแน่นอน” ก่อนที่จะมอบให้คุณครูพาเข้าห้องเรียน ที่สำคัญ อย่าร้องไห้ตาม หรือขู่ลูกหากลูกยังร้องไห้โยเย เช่น “ถ้าไม่หยุดร้อง จะทิ้งไว้ที่โรงเรียนเลย” เพราะนอกจากลูกจะไม่หยุดร้องแล้ว จะยิ่งตกใจและเกลียดกลัวโรงเรียนไปกันใหญ่
      
       2. ของติดตัว เด็กวัยนี้อาจมีของที่เขาติด เช่น ผ้าห่ม หมอน ตุ๊กตา เอาไว้กอดเวลานอน หรือเมื่อไม่สบายใจ ดังนั้นจึงมีเด็กหลายคนยืนยันที่จะเอาไปโรงเรียนเพื่อความอบอุ่นใจ คุณแม่จึงควรอนุโลมให้ลูกเอาติดไป ซึ่งคุณครูก็เข้าใจ และเมื่อลูกปรับตัวได้แล้ว จึงค่อยคุยให้เข้าใจจนไม่ต้องนำติดไปโรงเรียนอีก
      
       3. ทิ้งลูก อยู่กับลูกตามกติกาของโรงเรียนที่อนุญาตให้คุณแม่อยู่กับลูกได้ อย่าทิ้งลูกหรือหนีไปโดยไม่บอกกล่าวร่ำลา โรงเรียนส่วนใหญ่จะขอให้แค่ส่งตอนเช้าก็พอ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ควรจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการได้สะดวก
      
       4. รับช้า อย่าเด็ดขาด เพราะวันแรกที่ไปโรงเรียน เป็นวันสำคัญและมีความหมายต่อเด็กมาก หากพ่อแม่ให้สัญญาว่าจะมารับเวลาใด ก็ขอให้มาตรงเวลา เพราะเด็กจะเกิดความเชื่อถือ เกิดความมั่นใจ การที่คุณแม่มาสาย จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า เขาถูกทอดทิ้ง และจะมีผลให้ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอีก
      
       5. ใจอ่อน เด็กบางคนจะมีลูกเล่น ออดอ้อนพ่อแม่ให้ดูว่าตนน่าสงสาร ร้องไห้บ้าง ไม่สบายบ้าง เพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องไปโรงเรียน ซึ่งเป็นผลเสียกับเด็กหากพ่อแม่ใจอ่อนให้หยุดบ้าง เรียนบ้าง เพราะจะทำให้ระยะการปรับตัวของเด็กมากขึ้น ให้คุณพ่อคุณแม่นึกเสียว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องดี ส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะมาจากครอบครัวที่มีคนเอาใจล้อมหน้าล้อมหลัง พอมาที่โรงเรียนไม่เหมือนอยู่บ้าน ต้องปฏิบัติตัวเป็นระเบียบ ต้องรู้จักแบ่งปันกับเพื่อนๆ ซึ่งทำให้เกิดอารมณ์อ่อนไหว กลัว ไม่อยากกลับไปโรงเรียนอีก
      
       6. เกรี้ยวกราด ลงโทษ สำหรับเด็กบางรายอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวมากหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ไปโรงเรียนอีกเลย พ่อแม่ควรอดทน ใจเย็น ไม่เกรี้ยวกราดหรือลงโทษ แม้ลูกจะก้าวร้าว อาละวาดบ้าง แต่ขอให้เข้าใจว่า เด็กต้องไปเผชิญกับสิ่งแปลกไม่คุ้นเคย ไม่ว่าสถานที่ เพื่อน คุณครู ควรให้เวลาในการปรับตัวแก่เขาประมาณ 2-3 อาทิตย์
      
       ทั้งหมดนี้ หลังจากไปโรงเรียนแล้ว ขอให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตพฤติกรรมลูกต่อ ถ้าเห็นว่าผิดปกติ มีนอนละเมอ ฝันร้าย ฉี่รดที่นอนล่ะก็ ให้รีบหาสาเหตุ ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ การพบกับกุมารแพทย์ หรือกุมารแพทย์พัฒนาการ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น อาจช่วยคลายปมในใจของลูกและช่วยให้คุณดูแลลูกได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น 
      
       

วันพุธที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"ผมจะหัวเราะเมื่อเพื่อนหัวเราะ" ความในใจของลูกที่เสียประสาทการได้ยิน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
       หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดหยิบยื่นเครื่องเล่นเอ็มพีสามยี่ห้อทันสมัยโดนใจวัยจ๊าบให้กับลูกแล้ว ก็ไม่ควรเพิกเฉย ต้องสอดส่องดูแลถึงพฤติกรรมการใช้งานเจ้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นของลูก ๆ ด้วย ก่อนที่จะเป็นเช่นเด็กวัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการทำวิจัยพบว่า เด็กวัยรุ่นของประเทศกำลังสูญเสียการได้ยินไปทีละน้อย ๆ 
      
       เด็กเหล่านี้ประสบปัญหาทางการได้ยินเหตุเพราะเปิดวอลุ่มเสียงจากเครื่องเล่นเอ็มพีสามดังเกินไป การสูญเสียประสาทการได้ยินส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเรียนในโรงเรียน และอาจต้องใช้เครื่องช่วยฟังในอนาคต
      
       งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า ในเด็กอายุ 12 - 19 ปีมีเด็กที่สูญเสียการได้ยินเพิ่มจาก 15 เปอร์เซ็นต์เป็น 19.5 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งพวกเขาจะไม่ได้ยินเสียงในระดับ 16 -24 เดซิเบล เช่น เสียงที่ผู้เป็นแม่บอกราตรีสวัสดิ์กับลูกก่อนนอน เป็นต้น หรือหากเขาได้ยินเสียงเหล่านั้นครบทั้งประโยค แต่ก็อาจจับใจความไม่ได้ครบถ้วน
      
       แม้ว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่ค่ายที่กำลังโกยรายได้เข้ากระเป๋าเป็นว่าเล่นจากการจำหน่ายเครื่องเล่นเพลงเอ็มพีสาม แต่งานวิจัยชิ้นนี้ก็ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ค่ายใดค่ายหนึ่งเป็นพิเศษ
      
       Brian Fligor ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเด็กของบอสตันกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "การฟังเพลงดัง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเด็กวัยรุ่น และเด็กในแต่ละเจเนอเรชั่นก็มักจะมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้พวกเขาได้ฟังเพลงในลักษณะนั้นได้ ตั้งแต่การผลิตเครื่องเล่นเพลงตัวใหญ่ ๆ มาจนถึงวิทยุตัวบางเฉียบทันสมัยสุด ๆ จากค่ายโซนี่เมื่อประมาณ 15 -20 ปีที่ผ่านมา แต่ยิ่งนานวัน เครื่องเล่นเพลงรุ่นใหม่ ๆ ก็มักสิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง แถมมีหน่วยความจำให้เด็กบรรจุเพลงได้มากขึ้น ต่างจากเครื่องเล่นเพลงยุคเก่าที่มีข้อจำกัดด้านแบตเตอรี่และดิสก์ที่บรรจุจำนวนเพลง"
      
       แมธธิว แบรดดี้ วัย 17 ปี ผู้ป่วยที่สูญเสียการได้ยิน คนไข้อีกคนหนึ่งของ Fligor บอกเล่าประสบการณ์ของเขาว่า เขามีปัญหาเวลาสนทนากับเพื่อน ๆ เป็นอย่างมาก และทำให้เขาต้องเริ่มทำตามคนอื่น ๆ เสมือนหนึ่งเขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
      
       "ผมจะหัวเราะก็ต่อเมื่อพวกเพื่อน ๆ หัวเราะกัน"
      
       Fligor บอกว่า การสูญเสียการได้ยินของแมธธิวเกิดจากการที่เด็กหนุ่มฟังไอพ็อดดังเกินไปและนานเกินไป โดยมารดาของเด็กชายเป็นโรคหัวใจ ทำให้แพทย์แนะนำกับเขาว่า เขาควรจะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แมธธิวจึงเลือกออกกำลังกายโดยการเดินบนลู่วิ่ง พร้อม ๆ กับเปิดเพลงจากไอพ็อดฟังเป็นเวลา 30 นาทีต่อครั้ง และเขาทำกิจกรรมเช่นนี้มากถึงสัปดาห์ละ 4 ครั้ง
      
       หลังจากเข้ารับการรักษา ทุกวันนี้ แมธธิวก็ยังฟังเพลงจากไอพ็อดอยู่ แต่เปิดไม่ดังเหมือนในอดีตอีกแล้ว