วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จัดการอย่างไร เมื่อครอบครัวพบปัญหา "สื่อสารบกพร่อง"


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
       การสื่อสารที่ดีมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตคู่ของคุณอย่างยิ่ง เพราะหากคุณมีการสื่อสารที่ดีจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาจากการสื่อสารไม่ตรงกัน หรือการเข้าใจผิด คุณควรใช้การสื่อสารบอกความรักความห่วงใยที่คุณมีต่อคนรัก รวมทั้งการใช้การสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาหรือข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่มีด้วย
      
       อย่างไรก็ดี มีครอบครัวอีกจำนวนมากที่ไม่มีความสุขเหตุเพราะการสื่อสารบกพร่อง ซึ่งสาเหตุของการสื่อสารทางลบที่ไม่สร้างสรรค์ในครอบครัว อาจมาจากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
      
       - ความเข้าใจผิด ที่เกิดจากการสื่อสารบกพร่อง
       - ความแตกต่างระหว่างเพศ
       - มุมมองและความต้องการแตกต่างกัน
       - สไตล์การสื่อสารแตกต่างกัน
       - การแปลความหมายผิด
       - การปกป้องตนเอง กลัวการไม่ยอมรับ

      
       ทำความเข้าใจกับ"การสื่อสารทางลบ"
      
       การสื่อสารทางลบจะแสดงออกทั้งภาษาท่าทาง และทางคำพูด
        ในทางด้านท่าทาง เช่น การจ้องมองอย่างไม่เหมาะสม, สีหน้าบึ้งตึง, เฉยเมย, ใช้ท่าทีเย็นชา, ขาดความใกล้ชิด, ไม่มีการปฏิสัมพันธ์โดยการสัมผัส
        ในทางคำพูด อาจแสดงออกโดยมีลักษณะดังนี้
        - พูดไม่ชัดเจน กำกวม ไม่รู้เรื่อง
        - เจ้ากี้เจ้าการ กำหนดกฎเกณฑ์ให้คนอื่นทำ เช่น ทำไมคุณไม่ไปจ่ายค่าน้ำตอนนี้เลยล่ะ
        - สั่ง เป็นการกำหนดให้ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น กลับบ้านเร็วหน่อยนะวันนี้
        - สอน เช่น คุณเป็นพ่อคนแล้ว น่าจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้
        - ประชด เช่น ตะวันยังไม่ตกดินเลย ทำไมกลับมาแต่วันเชียว
        - กล่าวหา เช่น คุณไม่เคยช่วยฉันเลี้ยงลูกเลย
        - เปรียบเทียบ เช่น สามีของคุณเอ ไม่เห็นเขาเป็นเหมือนคุณเลย
        - ติ เช่น ทำอะไรไม่เคยเรียบร้อยเลย
        - บ่น เช่น พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ ยืดยาวในเรื่อง ๆ หนึ่ง
        - ด่าว่า เช่น การใช้คำหยาบคาย ไม่สุภาพ
        - ลักษณะอื่น ๆ เช่น ไม่พูดเพราะคิดว่าอีกฝ่ายรู้แล้ว, พูดผ่านคนอื่น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด, ด่วนสรุปทั้งที่ยังฟังความไม่ครบถ้วน, แปลความหมายในเชิงลบ, ชอบพูดถึงความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่าย, ไม่ใส่ใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด, ไม่ยอมพูดคุยกัน เพราะคิดว่าพูดทีไรก็ทะเลาะกันทุกที แต่ภายในใจอาจเต็มไปด้วยความโกรธ น้อยใจ ไม่สบายใจ เป็นต้น
      
       การเริ่มต้นชีวิตคู่เป็นช่วงที่สำคัญมาก หากคุณเริ่มต้นด้วยการสื่อสารที่ดีมาตั้งแต่แรก ก็จะส่งผลให้คุณมีการสื่อสารที่ดีต่อไปด้วย แต่หากการสื่อสารในช่วงต้นไม่ดี ก็อาจเป็นการยากที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารให้ดีในภายหลัง
       เปลี่ยนใจคู่สมรสด้วย"การสื่อสารทางบวก"
      
       การสื่อสารทางบวกมีองค์ประกอบที่ควรแสดงออกดังนี้
      
        - สีหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงออกถึงการใส่ใจรับฟัง
        - การสบตา จะทำให้การพูดจาง่ายขึ้น และอาจช่วยระงับอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยกันได้
        - ท่าทาง แสดงออกว่าสนใจฟังในสิ่งที่เขาหรือเธอพูด เช่น การผงกศีรษะรับ การโน้มตัวเข้าหา
        - การสัมผัส จะช่วยให้เกิดความรู้สึกทางใจ ถึงความรักใคร่ อบอุ่น และสนิทสนม เช่น การจับมือ การโอบกอด
        - ระยะห่าง ควรมีการพูดคุยกันในระยะใกล้ เพื่อที่จะไม่คลาดเคลื่อนในการรับฟัง และจะได้ไม่ต้องตะโกนใส่กัน
      
       การสื่อสารทางบวกอาจทำได้โดย 
      
        - พูดอย่างชัดเจนและตรงประเด็น
        - เปิดเผยความคิดเห็นและความรู้สึกของคุณอย่างตรงไปตรงมา
        - อย่าเดาใจกันเพราะอาจเกิดการเข้าใจผิด
        - เรียนรู้ศิลปะในการพูดว่าสิ่งไหนควรพูด และควรพูดเมื่อไร
        - เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายพูดด้วย ไม่ใช่พูดอยู่ฝ่ายเดียว
        - หากจะพูดคุยเรื่องที่ขัดแย้งกัน ก็ควรเริ่มต้นการสนทนาเชิงบวกเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี
        - พยายามอย่ารื้อฟื้นเรื่องอดีต
        - พยายามใช้คำพูดถึงตนเองแทนที่จะพูดถึงคนอื่น พูดว่าคุณต้องการอะไร ไม่ใช่พูดว่า เขาไม่ได้ทำอะไรให้ เช่น แทนที่จะพูดว่า รีบ ๆ หน่อยได้ไหม สายมากแล้วนะ ก็ควรพูดใหม่ว่า "ฉันกลัวว่าจะไปทำงานไม่ทัน เราอาจต้องรีบกันหน่อย"
        - อย่าเงียบเมื่ออีกฝ่ายพยายามสื่อสารด้วย
        - ตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ และตั้งคำถามอย่างเหมาะสม
        - ควบคุมอารมณ์ ก่อนที่จะแสดงท่าทีอะไรออกมา
        - อย่าพูดแทรก ขัดคอ หรือโต้ตอบโดยที่ยังฟังไม่จบ
        - พยายามทำความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนรัก
        - เมื่ออีกฝ่ายพูดไม่เข้าหู อย่าตีความในเชิงลบโดยทันที
        - รับฟังความคิดเห็น ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

      
       ในเมื่อคนรักของคุณคือคนสำคัญของคุณ คุณจึงควรปฏิบัติต่อคนรักของคุณให้ถูกต้อง เริ่มต้นที่การพูดจาดีต่อกัน ให้เกียรติกัน พูดคำสุภาพต่อกัน เหล่านี้เป็นแรงเสริมที่ดีในการทำให้อีกฝ่ายมีพฤติกรรมดีขึ้น การพูดอย่างมีศิลปะในสิ่งที่คุณชอบและไม่ชอบอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยทำให้คุณทั้งสองทำสิ่งที่ถูกใจกันและกันมากขึ้น และการให้กำลังใจจะช่วยประคับประคองชีวิตคู่ของคุณให้มีความรักใคร่ผูกพันเพิ่มมากขึ้น
      
       คุณอยากให้คนรักของคุณปฏิบัติกับคุณเช่นไร ก็จงปฏิบัติเช่นนั้นกับเขาหรือเธอ การปฏิบัติที่ดีก่อน ไม่ได้ทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีอะไรมากมายไม่ใช่หรือ เพราะการยอม (แพ้) คนรักของคุณ ท้ายที่สุดคุณจะชนะ (ใจ) เขาหรือเธออย่างแท้จริงนั่นเอง
      
       ขอบคุณข้อมูลจากคู่มือการเสริมสร้างชีวิตคู่ สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

วิธีตรวจเช็ก "โรคกระดูกพรุน" ก่อนเข้าสู่วัยชรา

  
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       "โรคกระดูกพรุน" (Osteoporosis) เป็นโรคที่ยากจะปฏิเสธได้ ซึ่งเป็นภาวะที่มีความหนาแน่ของกระดูกต่ำ เพราะมีการสูญเสียโครงสร้างของกระดูก ทำให้กระดูกเปาะและมีโอกาสที่กระดูกจะแตกหักได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งพบได้บ่อยบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ ส่วนใหญ่จะสูญเสียความหนักแน่นของกระดูกเมื่ออายุมากขึ้น หรือมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น เพราะโรคดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่หากไม่มีการดูสุขภาพกระดูกให้ดีก้สามารภบั่นทอนสุขภาพร่างกายให้เสื่อมโทรมลงได้
      
       ข้อมูลจาก "กลุ่มงานรังสีวิทยา โรงพยาบาลกลาง" บอกว่า ผู้ที่มีความหนาแน่นของกระดูกปกติจะมีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดกระดูกแตกหักเอง แต่ถ้าได้รับอุบัติเหตุที่มีการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง กระดูกก็สามารถแตกหักได้ทุกคน แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน จะมีกระดูกที่เปราะบางและเสี่ยงต่อกระดูกแตกหักเพียงแค่การเคลื่อนไหวปกติ เช่น การวิ่งลงบันได ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เพียงการจามก็อาจทำให้กระดูกหักได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนมีดังต่อไปนี้
      
       - ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่พบในเพศหญิง
      
       - วัยสูงอายุ
      
       - ประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
      
       - รูปร่างเล็กและผอม
      
       - เคยกระดูกหักมาก่อน
      
       - ระดับฮอร์โมนเพศต่ำ ผู้หญิงที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ รวมถึงผู้หญิงในวัยที่หมดประจำเดือน รวมไปถึงผู้หญิงที่ประเดือนมาไม่เป็นปกติ หรือที่เรียกว่า การขาดประจำเดือน (Amenortea)
      
       - การได้รับอาหารประเภทที่ให้แคลเซียมน้อยเกินไป ได้รับวิตามินน้อยและรับประทานโปรตีน โซเดียม แะกาเฟอีนมากเกินไป
      
       - เคลื่อนไหวช้าไม่สะดวก ไม่กระฉับกระเฉง
      
       - สูบบุหรี่
      
       - ดื่มสุราและเครื่องที่มีแอลกอฮอร์
      
       - รับประทานยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยาแก้อาการชักบางชนิด เป็นต้น
      
       - มีโรคประจำตัวหรือภาวะบางอย่าง เช่น ภาวะผิดปกติด้านการรับประทานอาหาร (Anorexia nervosa) หอบหืด เป็นต้น
      
       - ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคของต่อมไทรอยด์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       อย่างไรก็ดี โรคดังกล่าวสามารถป้องกันและรักษาได้ โดยการวัดความหนาแน่นของกระดูกที่มีความสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน และยังช่วยในการตัดสินใจด้านการป้องกันรักษา และติดตามการรักษาโรค ส่วนการตรวจเช็คและวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน เป็นการตรวจแบบพิเศษที่เรียกว่าBone mineral density (BMD) Measurement ใช้วัดความหนาแน่นของกระดูกในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ โดยจะช่วยบอกว่า ผู้ป่วยมีความหนาแน่นของกระดูกต่ำหรือไม่ ความหนาแน่นกระดูกของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อเทียบกลับการตรวจครั้งที่ผ่านๆ มา มีการพยากรณ์โอกาสความเสี่ยงของผู้ป่วยจะกระดูกหักในอนาคต และช่วยให้การตัดสินใจรักษาง่ายขึ้น
      
       สำหรับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกก็มีข้อจำกัด ในผู้ป่วยที่เป็นสตรีตั้งครรภ์ไม่ควรตรวจ เพราะการฉายรังสีอาจมีผลกระทบต่อเด็กที่อยู่ในครรภ์ และผู้ที่รับประทานสารทึบรังสีมาก่อน (Recent oral contrast medid) ซึ่งจะทำให้การตรวจวัดผลไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถตรวจความหนาแน่นของกระดูกได้อย่างชัดเจน รวมถึงผู้ที่ได้รับการตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์มาก่อน (Recent medicine study) 
      
       ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ควรป้องกันไว้ก่อนสายเกินแก้ ด้วยการรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยแคลเซียมและวิตามินให้เพียงพอในแต่ละวัน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกการสูบบุหรี่และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์มากเกินไป รวมถึงควรมีการตรวจสุขภาพและความหนาแน่นของกระดูกทุกๆ ปี และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่าจะเกิดโรคกระดูกพรุน

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ลำดับการเกิดมีผล ส่ง "พี่คนโต" ฉลาดกว่าน้อง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       ลำดับการเกิดของพี่น้องในแต่ละครอบครัว ไม่เพียงสร้างให้เด็กแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกัน หากยังทำให้เกิดการขัดแย้ง ไม่เข้าใจกันระหว่างพี่น้องได้อีกด้วย เช่น พี่คนโตอาจมีนิสัยเจ้ากี้เจ้าการ และลงมาบงการความเป็นไปของน้อง ๆ ด้านน้องเองก็อยากเลือกทางเดินต่างจากพี่ ไม่ยอมรับเส้นทางที่พี่ขีดให้เดิน กลายเป็นปัญหาป่วนของครอบครัวได้ง่าย ๆ 
      
       อย่างไรก็ดี ลำดับการเกิดยังมีความหมายมากไปกว่านั้น เมื่อล่าสุด นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกายังได้ค้นพบว่า ลำดับการเกิดนั้น อาจส่งผลต่อ "อัจฉริยภาพและบุคลิกภาพ" ของเด็กได้ด้วย โดยงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า พี่คนโตนั้นมักจะ "ฉลาดกว่า" ในขณะที่ผู้เป็นน้องก็มักจะ "เข้าสังคมได้เก่งกว่า"นั่นเอง
      
       ทิฟฟานี่ แอล. แฟรงก์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Adelphi นิวยอร์ก ผู้ทำการศึกษาประเด็นดังกล่าวเปิดเผยว่า โดยมากแล้ว งานวิจัยในอดีตมักวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่ - ลูก หรือพ่อ - ลูก ขณะที่เรื่องของพี่-น้องมักไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจเท่าใด
      
       ประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับพี่น้องนั้นมีมากมาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการแข่งขันกันระหว่างพี่น้องในด้านต่าง ๆ ซึ่งแม้จะมีคำถามว่า หรือจะเป็นเพราะการเลี้ยงดูที่แตกต่างจึงส่งผลให้พี่น้องมีบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน แต่นักวิจัยของโครงการนี้เผยว่า ในความเป็นจริงแล้ว ลำดับการเกิดนั้นมีผลอย่างแน่นอน ไม่ว่าพ่อแม่ของพวกเขาจะเลี้ยงดูลูกอย่างไร
      
       "แม้จะเป็นความพยายามที่ดี แต่เป็นไปไม่ได้ที่พ่อแม่บอกว่าพวกเขาเลี้ยงดูลูก ๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน" แฟรงก์กล่าว
      
       เมื่อจับพี่น้องมาเปรียบเทียบ
      
       งานวิจัยในอดีต มักเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลของเด็ก ๆ ที่มาจากคนละครอบครัว เช่น นักบินอวกาศของนาซา 21 คนจาก 23 คนเป็นลูกคนแรกของครอบครัว แต่ในงานวิจัยชิ้นนี้ แฟรงก์และทีมงานได้สำรวจความเห็นของคู่พี่น้อง 90 คู่ที่เรียนในระดับไฮสคูลโดยตรง โดยเด็กจะต้องแจ้งผลการเรียน และจัดอันดับตัวเองเปรียบเทียบกับพี่หรือน้องของตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านจริยธรรมในการทำงาน ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ฯลฯ
      
       จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า เด็กที่เป็นพี่คนโตมักมีผลคะแนนสูง หรืออยู่ในเกณฑ์ดีในวิชาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ และทักษะการพูด-ใช้ภาษา ขณะที่น้องคนรองสามารถทำคะแนนได้ดีแม้ไม่เท่าพี่ แต่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยในวิชาเช่น ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์
      
       ไม่เพียงแต่ด้านวิชาการ นักวิจัยยังได้เปรียบเทียบความแตกต่างในด้านบุคลิกลักษณะของคู่พี่น้อง 76 คู่ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นไฮสคูล โดยพบว่า น้องคนรองมักเป็นคนที่เข้าสังคมได้ดีกว่า เปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าพี่คนโต ในขณะที่พี่คนโตนั้นมักมีลักษณะของความเป็นนักสมบูรณ์แบบที่โดดเด่นกว่า
      
       นักวิจัยอธิบายสาเหตุของพฤติกรรมที่แตกต่างเหล่านี้เอาไว้ว่า เหตุที่พี่คนโตมักทำคะแนนได้สูงกว่าน้อง ๆ เพราะในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเป็นพี่คนโตนั้น เขาคือลูกคนเดียวที่ได้รับความสนใจ เอาใจใส่อย่างเต็มที่จากผู้เป็นพ่อแม่ ขณะที่น้องคนรอง ผู้ซึ่งสามารถทำคะแนนได้ดี แม้จะไม่ดีที่สุด แต่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยก็เพราะเขาได้เห็นถึงการจัดการกับปัญหาที่พี่คนโตแสดงออกมาก่อนแล้ว
      
       ซึ่งหากนำพี่คนโตกับน้อง ๆ มาแข่งขันกัน น้อง ๆ มักจะรู้สึกกดดันที่จะต้องแข่งขันกับพี่ และมักจะลองทำในสิ่งใหม่ ๆ ที่พี่ของเขาไม่ได้ทำ เพื่อหวังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้เป็นบิดามารดา นอกจากนั้น การได้เห็นอุปสรรคต่าง ๆ ที่พี่ของตนต้องเผชิญยังทำให้ลูกคนรองเป็นคนที่เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ง่ายกว่าด้วย
      
       เรียบเรียงจาก LiveScience.com

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหัก

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหัก / เอมอร คชเสนีฟังเสียงและภาพประกอบจาก Manager Multimedia
โดย เอมอร คชเสนี
       คลิกที่ไอคอน Multimedia ด้านบนเพื่อรับชมและฟัง ในรูปแบบ Photo Slide Show
     
       กระดูกของคนเราอาจแตกหักได้หากถูกกระแทกอย่างรุนแรง รับน้ำหนักมากเกินไป หรือในกรณีที่บางคนกระดูกเปราะอยู่แล้ว เช่น ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน กระดูกก็จะยิ่งแตกหักง่ายมากยิ่งขึ้น วันนี้มาเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยกระดูกหักกันค่ะ

     
       การแตกหักของกระดูกแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่
     
       1.กระดูกหักทิ่มออกมานอกเนื้อ
     
       กรณีนี้กระดูกที่แตกหักจะทิ่มออกมานอกผิวหนัง ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นฉีกขาด ส่วนหนึ่งของกระดูกโผล่ออกมานอกเนื้อ หรือกระดูกที่แตกอาจจะไม่ทิ่มแทงออกมา แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นเป็นโพรงลึกลงไปจนถึงกระดูกบริเวณที่แตกออกจากกัน ทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระดูกส่วนที่หักและเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย กรณีแบบนี้ควรนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลภายใน 6 ชั่วโมง
     
       2.กระดูกหักในเนื้อ
       กระดูกแตกหรือหัก แต่ไม่ทิ่มออกมานอกผิวหนัง จะมีอาการเจ็บปวด บริเวณที่มีกระดูกแตกหักจะบวม มีรอยเขียวช้ำ กระดูกจะผิดรูปร่าง บริเวณที่หักจะอ่อนปวกเปียกหรือเคลื่อนไหวได้แต่จะเจ็บปวดมาก และเวลาเคลื่อนไหวจะรู้สึกว่ามีการเสียดสีกับกระดูกส่วนอื่น
     
       กระดูกหักลักษณะนี้อาจจะมีอันตรายร้ายแรงได้ หากเส้นเลือดใหญ่บริเวณใกล้เคียงฉีกขาดไปด้วย จะมีเลือดคั่งซึ่งอาจทำให้ช็อคได้ หรือหากเป็นกระดูกซี่โครงอาจจะหักไปทิ่มปอด การเอ็กซเรย์จะทำให้ทราบแน่นอนว่ามีการแตกหักเกิดขึ้นบริเวณใดของกระดูก โดยเฉพาะการแตกหักที่อยู่ภายใน
     
       3.กระดูกหักแต่ไม่แยกออกจากกัน
     
       กรณีนี้มักเกิดขึ้นในเด็กเล็กที่กระดูกยังอ่อนอยู่ กระดูกจะเป็นรอยหักแต่ไม่แยกออกจากกัน เห็นเป็นรอยงอของกระดูก เนื่องจากกระดูกมีความยืดหยุ่นสูง
     
       กระดูกเคลื่อน
     
       คือการที่ข้อต่อของกระดูกหลุด ทำให้กระดูกเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม กระดูกที่หลุดมักจะเป็นส่วนที่มีข้อต่อ เช่น แขน ข้อศอก หัวไหล่ นิ้วมือ หากกระดูกเคลื่อน จะมีอาการบวม มีรอยช้ำ รูปร่างกระดูกจะผิดปกติ และมีอาการปวด
     
       ข้อต่อที่หลุดไม่สามารถกลับคืนที่ได้อย่างเดิมหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรพยายามจัดข้อต่อที่หลุดให้กลับเข้าตำแหน่งเดิมด้วยตัวเอง เพราะนอกจากจะทำให้เจ็บปวดมากขึ้นแล้ว กระดูกอาจจะเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิมได้ ควรให้แพทย์เป็นผู้รักษา
     
       การปฐมพยาบาลเมื่อกระดูกหักหรือเคลื่อน
     
       หากกระดูกหักเนื่องจากอุบัติเหตุรุนแรง เช่น รถชน รถคว่ำ ควรเรียกรถพยาบาล เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่ถูกวิธีอาจเกิดอันตรายร้ายแรง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ให้ทำตามขั้นตอนดังที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ และหากมีเลือดออกจากบาดแผล ควรห้ามเลือดก่อน ดังที่เคยนำเสนอไปแล้วเช่นกัน
     
       หากกระดูกแทงทะลุออกมานอกผิวหนัง ไม่ควรพยายามจัดกระดูกกลับเข้าที่เดิม เพราะจะเพิ่มความเจ็บปวด และทำให้แผลติดเชื้อได้ง่าย
     
       สิ่งสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่กระดูกหักหรือกระดูกเคลื่อน คือป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหว โดยการใส่เฝือกหรือใช้ของที่มีความแข็งแทนก็ได้ เช่น ไม้ นิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ที่นำมาม้วน หากพื้นผิวของวัสดุไม่เรียบ ให้ใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าห่มรองไว้ชั้นในก่อน
     
       เฝือกควรมีความยาวมากกว่าอวัยวะส่วนที่หักเล็กน้อย ผูกเฝือกด้วยเชือก เนคไท ผ้าพันคอ ตามแต่จะหาได้ ไม่ควรผูกให้แน่นเกินไป เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ หรือมีอาการชา ให้รีบคลายเฝือกออก
     
       หากกระดูกหักที่แขน ข้อศอก หรือมือ การใช้ผ้าคล้องแขนจะช่วยไม่ให้ผู้ป่วยขยับหรือเคลื่อนไหวมาก หากไม่สามารถทำเฝือกชั่วคราวได้ การใช้ผ้าคล้องก็สามารถช่วยลดอาการเจ็บปวดและการกระทบกระเทือนได้เช่นเดียวกัน
     
       หากกระดูกซี่โครงหัก ก่อนจะใส่เฝือกให้รองด้วยผ้าห่มหรือผ้าขนหนูก่อน
     
       หากกระดูกเชิงกรานหรือกระดูกสะโพก หรือกระดูกโคนขาหัก ไม่ควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เนื่องจากบริเวณนี้จะมีเส้นประสาทที่เกี่ยวกับส่วนขา และเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการทำงานของระบบทางเดินอาหารและการย่อยอาหาร หากเคลื่อนย้ายไม่ถูกวิธี อาจทำให้กระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทได้ เฝือกจะต้องเป็นวัสดุที่มีความยาวพอเหมาะกับส่วนสูงของผู้ป่วย และใช้ทั้งหมด 3 ชิ้น โดยวางไม้ไว้ด้านนอกลำตัวข้างที่กระดูกหัก เริ่มจากใต้รักแร้ยาวลงไปจนถึงเท้า ไม้อันที่สองวางไว้ที่ขาด้านในตรงบริเวณขาหนีบจนถึงเท้า มัดเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงข้อเท้า ช่วงหัวเข่า และช่วงขาหนีบ ไม้อันที่สามให้วางไว้ที่ลำตัวด้านนอกอีกข้างที่เหลือ ผูกเฝือกที่บริเวณหน้าอกและเอว หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย ควรหาเปลสนามหรือวางผู้ป่วยบนผ้าห่มแล้วจึงเคลื่อนย้าย
     
       หากกระดูกขาส่วนล่างหัก ใช้เฝือกสองอันวางไว้ข้างขาด้านในและด้านนอก ให้เฝือกยาวประมาณขาส่วนบนจนถึงปลายเท้า ผูกเป็น 3 ช่วง คือ ขาส่วนบน หัวเข่า และข้อเท้า หากหาอุปกรณ์ทำเฝือกไม่ได้ ให้ผูกไว้กับขาอีกข้างที่ไม่หัก โดยใช้ผ้าห่มหรือผ้าหนาๆ คั่นไว้ตรงกลาง ผ้าจะช่วยพยุงหรือหนุนให้ผูกได้แน่นหนาขึ้น
     
       หากกระดูกหักที่ข้อเท้าหรือเท้า ให้ใช้ผ้าห่มหรือผ้าขนหนูรองไว้ใต้เท้า พันให้รอบเท้าและข้อเท้า แล้วยกเท้าให้สูงไว้เพื่อไม่ให้เท้าบวม

การปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

การปฐมพยาบาลอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ตอนที่ 1
โดย เอมอร คชเสนี
       โดย เอมอร คชเสนี
      
       การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬานั้น มีประโยชน์ แต่หากทำโดยไม่ถูกวิธีก็อาจจะเกิดโทษได้ เช่น เกิดการบาดเจ็บขึ้น วันนี้จะกล่าวถึงการบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ตลอดจนหลักในการปฐมพยาบาลค่ะ
       ก่อนจะออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา ควรวอร์มร่างกายก่อนทุกครั้งอย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ อาจเริ่มจากเดินช้าๆ แล้วเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจจะวิ่งเหยาะๆ สะบัดแขนขา หมุนหัวไหล่ หัวเข่า คอ เป็นต้น นอกจากนี้ควรมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เช่น เหยียดแขนออกช้าๆ จนรู้สึกตึง ค้างไว้ประมาณ 15 วินาที สลับทำอีกข้าง แล้วทำที่ขาเช่นเดียวกัน
       กีฬาแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป หากจะเลือกเล่นกีฬาชนิดใดก็ควรศึกษาให้ดีก่อน เช่น หากชอบเล่นแบดมินตัน ควรเริ่มตั้งแต่เลือกไม้ให้เหมาะสม น้ำหนักกำลังพอดี เพื่อไม่ให้เกิดความเมื่อยล้าหรือการบาดเจ็บ หากชอบเดินหรือวิ่ง ก็ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมและสถานที่ที่เหมาะกับการออกกำลังกาย
      
       นอกจากนี้ ร่างกายของแต่ละคนมีความทนทานไม่เท่ากัน หากหักโหมเล่นกีฬาติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจจะเป็นลมหรือบาดเจ็บได้ การเล่นกีฬาที่ได้ประโยชน์ จึงควรเลือกให้เหมาะกับสภาพร่างกาย ไม่หนักเกินไป ไม่นานเกินไป แต่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพที่สุด
      
       การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
      
       - อาการบาดเจ็บเฉียบพลัน คือ การบาดเจ็บเกิดขึ้นทันที เช่น เส้นเอ็นฉีกขาด กระดูกหัก 
       - อาการบาดเจ็บเรื้อรัง คืออาการบาดเจ็บที่เกิดซ้ำๆ ที่เดิมและสะสมมานาน เช่น การวิ่ง ทำให้หัวเข่าต้องรับน้ำหนัก และแรงกระแทก จะทำให้เกิดการสึกกร่อนจนเกิดอาการข้อเข่าเสื่อมขึ้นได้ กีฬาบางชนิดหากเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไม่เหมาะสมเป็นประจำ ก็อาจทำให้บาดเจ็บเรื้อรังได้ เช่น การเล่นเทนนิส การตีกอล์ฟ
      
       อาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้จากการเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ได้แก่
       - วิ่งหรือเดิน อาจทำให้ข้อเท้าแพลง เอ็นข้อเท้าหรือเอ็นหัวเข่าฉีกขาด กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเป็นโรคเข่า 
       - แบดมินตัน อาจทำให้กล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก เอ็นข้อเท้าฉีกขาด เจ็บหัวเข่า หรือปวดข้อศอก 
       - เทนนิส อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เอ็นฉีก กระดูกข้อมือหัก ข้อศอกหลุด ปวดสะโพก หรือเป็นโรคเข่า 
       - ว่ายน้ำ อาจทำให้ไหล่หลุด หรือเป็นหูน้ำหนวก
       - ฟุตบอล อาจทำให้ไหล่หลุด กระดูกหักหรือหลุด หรือเกิดบาดแผลจากการปะทะกันของผู้เล่นหรือลูกบอล 
       - กอล์ฟ อาจทำให้ผิวหนังบริเวณนิ้วมือบวมพองจากการเสียดสีกับไม้กอล์ฟ เกิดข้ออักเสบ ไหล่หลุด หรือปวดหลัง
       - บาสเกตบอล อาจทำให้ข้อเท้าเคล็ด เอ็นข้อเท้าฉีก นิ้วหลุดหรือหัก ไหล่หลุด แขนหัก หรือเกิดบาดแผลจากการปะทะกัน 
       - เบสบอล อาจทำให้กล้ามเนื้อขัดยอก ข้อเคล็ด ข้อมือหักหรือหลุด หรือเกิดบาดแผลจากการกระแทกของลูกบอลหรือไม้ตี ฟันหัก หรือไขสันหลังถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
       - ยิมนาสติก อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ เอ็นฉีกขาด กระดูกสันหลังบาดเจ็บ แขนหัก ขาหัก
       - พายเรือ อาจทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดไหล่
       - สเก็ต อาจทำให้มีอาการปวดที่กระดูกก้นกบเนื่องจากการล้มกระแทก 
       - ฮอกกี้ อาจทำให้กล้ามเนื้ออักเสบ หรือเกิดบาดแผลจากการปะทะกัน
      
       หลักเบื้องต้นในการปฐมพยาบาล มีดังนี้
       

       - หากเกิดการบาดเจ็บขึ้น ควรหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่นั้น ไม่ควรฝืนเล่นต่อไป เพราะจะยิ่งทำให้บาดเจ็บมากขึ้น ควรหยุดพักให้ร่างกายหายดีก่อน จึงกลับไปเล่นอีกครั้ง
       - การประคบเย็นใน 1-2 วันแรกหลังเกิดการบาดเจ็บจะช่วยลดอาการปวดบวมลงได้ โดยใช้ cold pack หรือผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบตรงบริเวณที่บาดเจ็บประมาณ 15 นาที เว้นไปประมาณ 10 นาที แล้วจึงประคบอีกครั้ง ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังเกิดการบาดเจ็บ
       - การรัดด้วยผ้ายืดบริเวณที่บาดเจ็บจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการบวมมากขึ้น แต่ต้องระวังไม่รัดให้แน่นจนเกินไปจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากมีอาการชา ควรคลายผ้ารัดออก แล้วจึงค่อยพันใหม่
       - หากบาดเจ็บบริเวณแขน หรือขา ให้ยกแขนขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อเป็นการห้ามเลือดหรือป้องกันไม่ให้ของเหลวในร่างกายไหลไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ
       หลักการดังกล่าวใช้ในกรณีที่มีการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หากเป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรง หลังจากปฐมพยาบาลแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ฤดูฝนพรำ! เตือนระวังโรคเดิมๆ แผลงฤทธิ์ใส่ลูก


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       ความสุขที่สุดของคนเป็นแม่ คือการเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดี แข็งแรง แต่ถ้าวันหนึ่งลูกเกิดไม่สบาย หรือเจ็บป่วยขึ้นมา คงไม่ต้องบอกเลยว่า หัวอกคนเป็นแม่จะเป็นเช่นไร ยิ่งเฉพาะในช่วงนี้ที่ฝนฟ้าคะนองกระจายไปทั่ว จึงต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่กลุ่มเชื้อโรคเดิมๆ ต่างออกมาส่งต่อโรคกันอย่างสนุกสนาน ส่งผลให้เด็กเล็ก ๆ ในบ้านมีโอกาสถูกรุมรังแกได้ง่าย
      
       ฉะนั้น ด้วยความเป็นห่วง รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กเล็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงกล่าวเตือนผ่านทีมงาน Life and Family ว่า ถึงแม้จะเป็นโรคเดิมๆ ในหน้าฝนที่เกิดกับลูก แต่พ่อแม่ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะเป็นฤดูที่เชื้อไวรัสเจริญเติบโต และแพร่กระจายได้ดีกว่าช่วงอื่น ๆ
      
       สำหรับโรคเดิมๆ โรคแรก พ่อแม่ต้องระวังโรคไข้เลือดออกให้ดี เพราะสถานการณ์โดยรวมขณะนี้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยสถิติการระบาดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สูงถึงร้อยละ 83 โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ไข้เลือดออกมีการแพร่ระบาดสูง
      
       ดังนั้นบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้ได้ง่าย เนื่องจากเป็นที่ที่เอื้อต่อการวางไข่ของยุงลาย เมื่อเป็นเช่นนี้วิธีง่ายๆ ในการพิชิตยุงลาย คือ ควรปิดฝาภาชนะเก็บน้ำทุกชนิดให้มิดชิดอยู่เสมอ เปลี่ยนน้ำในแจกัน ขวด หรือภาชนะ สำหรับบ้านที่มีจานรองขาตู้กับข้าว ถ้าไม่สะดวกเปลี่ยนน้ำ สามารถเติมเกลือแกง 2 ช้อนชา หรือใส่น้ำส้มสายชู 2 ช้อนชา เพราะถ้าน้ำเปรี้ยวยุงลายจะไม่ชอบวางไข่
      
       หรืออาจใช้วิธีกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยการปล่อยปลากินลูกน้ำอย่างปลาหางนกยูง หรือปลาสอด โดยใส่เฉพาะตัวผู้อย่างเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขยายพันธุ์ หรือใส่ทรายกำจัดลูกน้ำที่มีขายอยู่ทั่วไปในอัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร นอกจากนี้พืชผักสมุนไพรบางชนิดสามารถป้องกันยุงได้ เช่น มะกรูด โดยการใช้ลูกมะกรูดมาคลึงจนมีน้ำมันออกมาแล้วโยนลงในบ่อเก็บน้ำ น้ำมันของมะกรูดจะมีกลิ่นฉุนทำให้ยุงไม่มาวางไข่
      
       นอกจากโรคไข้เลือดออกที่มากับยุงลายแล้ว ไวรัสที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ย่อมเกิดได้ดีในช่วงนี้เช่นกัน ส่งผลให้เด็กเป็นไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่กันได้ง่าย ซึ่งทั้ง 2 โรคนี้ เป็นโรคที่ไม่เคยตายไปจากชีวิตมนุษย์เลย โดยเฉพาะโรคหลัง ถ้าเป็นในเด็กต่ำกว่า 2 ปี จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้สูง เช่น เกิดอาการปอดบวมได้ 
      
       อย่างไรก็ดี หากลูกเป็นไข้ และมีเสมหะ ทีมงานได้เคยนำเสนอวิธีการจัดท่าระบายเสมหะให้ลูกไว้เมื่อหลายเดือนก่อน สามารถคลิกอ่านย้อนหลังได้จากข่าวนี้ รู้ทัน "ปอดบวมในเด็ก" แนะวิธีจัดท่าระบายเสมหะให้ลูก ซึ่งจะบอกวิธีการจัดท่าที่จะช่วยระบายเสมหะให้ลูกน้อยพร้อมภาพประกอ โดยมีอยู่ด้วยกัน 7 ท่าที่คุณแม่ทำให้ลูกได้ไม่ยาก 
      
       นอกจากนี้ คุณหมอบอกต่อว่า เชื้อไวรัสโรต้า เป็นเรื่องที่พ่อแม่จะละเลยไม่ได้เช่นกัน เพราะเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรงในเด็กเล็ก ซึ่งมีวิธีป้องกันง่ายๆ คือ ให้ลูกล้างมือก่อนหยิบจับอาหาร และหลังการเล่นของเล่น ถึงแม้จะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่หลายๆ บ้านมักลืม หรือไม่ได้สนใจ
      
       "ในช่วงนี้ขอให้มีความสุขในการดูแลลูก ไม่อยากให้เครียดจนเกินไป แต่การมีความรู้ที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้ารู้แบบครึ่งๆ กลางๆ จะทำให้พ่อแม่เกิดความตึงเครียด ส่งผลให้ทำหน้าที่พ่อแม่ได้ไม่ดี ดังนั้นอยากให้มีข้อมูลที่รู้จริง ไม่รู้เลยยังดีกว่ารู้ครึ่งๆ กลางๆ เพราะถ้ารู้จริง เราจะสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ถ้าเรื่องไหนที่ไม่รู้ หรือไม่มั่นใจ ขอให้เดินทางมาปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาล คุณหมอจะให้คำปรึกษาที่ถูกต้องกับคุณ" คุณหมอเด็กกล่าวทิ้งท้าย

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โซเชียลเน็ตเวิร์กแย่งเวลาลูก 53 ชม.ต่อสัปดาห์



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
       สื่อสมัยใหม่เช่น การส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์ (SMS) หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟสบุ๊ก และทวิตเตอร์ กลายเป็นสิ่งที่แย่งเวลาการพบปะพูดคุยของคนในครอบครัวให้ลดน้อยถอยลงไปทุกที โดยเฉพาะประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างสหรัฐอเมริกา ล่าสุดพบว่า เด็กอายุ 8 - 18 ปีนั้นใช้เวลาเฉลี่ย 53 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับสื่อเหล่านั้น และพบว่าเด็กกลุ่มดังกล่าวเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขนัก แถมยังมีผลการเรียนตกต่ำอีกด้วย
     
       จากผลการสำรวจพ่อแม่ผู้ปกครองชาวมะกันจำนวน 1,200 คนของมูลนิธิ Kaiser Family พบว่า มากถึง 1 ใน 3 ยอมรับว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามาแย่งเวลาของลูกไปจากพ่อแม่มากขึ้น
     
       "ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กยุคนี้ทำให้พ่อแม่ต้องปรับตัว ใช้มาตรการเชิงรุกกับลูก อาจคอยสังเกตถึงรายการทีวีที่ลูกดู เว็บไซต์ที่ลูกเข้า หรือเพื่อน ๆ ที่ลูกส่งข้อความถึง" Steve Pasierb ประธานกลุ่ม Drug-Free American ผู้เปิดเผยตัวเลขงานวิจัยกล่าว
     
       อีกหนึ่งหนทางที่พอจะช่วยได้ก็คือ การให้พ่อแม่หันมาใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดต่อสื่อสารกับลูก เช่น ลองใช้อีเมล ส่ง SMS หาลูกบ้าง แต่ในมุมมองของนักวิจัยระบุว่า วิธีการเหล่านั้นยังดีไม่เท่ากับการสื่อสารตัวต่อตัว
     
       อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แก้ได้ยากนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่บางคนรู้สึกไม่สะดวกใจ หรืออายที่จะใช้สื่อสมัยใหม่เหล่านี้ติดต่อกับลูกของตนเอง แต่ก็ต้องทำใจยอมรับว่า โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว และเราต้องหาทางเชื่อมต่อกับลูก ๆ ให้ได้ในทุกทางเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนที่จะต่อกันไม่ติด